ผู้นำรัฐ-เอกชน ร่วมเวทีเพื่อสังคมแห่งปี ธุรกิจไทย ในวิถี “ยั่งยืน”
ผู้นำภาครัฐ-ภาคเอกชนร่วมเวทีสัมมนาเพื่อสังคมแห่งปี ตอกย้ำความยั่งยืนในประเทศไทยต้องเกิดจากความร่วมมือจากทุกฝ่าย
วันนี้ (11 พ.ย. 63) มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกับประชาชาติธุรกิจ จัดงานสัมมนาเพื่อสังคมแห่งปี ในหัวข้อ “ภาคธุรกิจไทย ในวิถียั่งยืน” โดยมีผู้นำจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และธุรกิจ SMEs มาร่วมแชร์กุญแจความสำเร็จในการนำองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศชาติรอดพ้นจากมหันตภัยไวรัสโควิด-19
กล่าวเปิดงานโดย “ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล” ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ โดยกล่าวว่า การที่จะทำให้คนไทยในประเทศอยู่ดีมีสุข และผ่านวิกฤตต่าง ๆ ไปได้ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และทำงานไปในทิศทางเดียวกันเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จได้
“ถ้ามองย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พบกับวิกฤตเศรฐกิจ โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2 ของปี 2563 ติดลบ 12.2% ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง สาเหตุหลักมาจากการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 ผู้คนตื่นตระหนกไปตาม ๆ กัน”

มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้มีส่วนบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 โดยทำโครงการจ้างแรงงานผู้ตกงานมาพัฒนาแหล่งน้ำและการเกษตรในชนบท สอดรับมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2562 ที่เห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำแห่งชาติระยะที่ 1 ปี 2561-2565 เป้าหมาย 6,114 ล้านลูกบาศก์เมตร และประสบความสำเร็จอย่างดีใน 3 จังหวัดต้นแบบ และกำลังขยายไปอีก 6 จังหวัด
ต่อมาเป็นช่วงสัมมนาพิเศษ วิถียั่งยืน ชุบชีวิตธุรกิจ-สังคม ช่วงที่ 1 มีผู้ร่วมเสวนา 4 คน ได้แก่ “กลินท์ สารสิน” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), “ผยง ศรีวณิช” ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และ “รื่นวดี สุวรรณมงคล” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
“กลินท์” กล่าวว่า ทุกคนต้องมีส่วนร่วม มองผลประโยชน์ส่วนรวม เช่น PM2.5 เป็นเรื่องของทุกคน ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน เช่นการแก้ไขปัญหามลพิษ ส่วนหนึ่ง รัฐต้องรับซื้อฟางข้าวและซังข้าวโพด ซึ่งล่าสุด เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว หอการค้าฯเสนอ พรบ.อากาศสะอาดไปยังรัฐบาล โดยนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือและรับทราบแล้ว

ภาคธุรกิจมองเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น องค์การภาคธุรกิจต่างต้องส่งเสริม สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน การรับผิดชอบสังคมต้องดูให้ครบว่า ในห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ใครได้รับความเดือดร้อนบ้าง ที่สำคัญภาคธุรกิจจะอยู่รอดเพียงคนเดียวไม่ได้ ต้องผลักดันให้ทุกส่วนของสังคมร่วมมือกัน
ความยั่งยืนที่ว่าคือ 1) ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 2) การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สำหรับความรับผิดชอบต่อสังคมอาจต้องมีเครือข่ายที่จะขยายผลทั้งในและต่างประเทศกว่า 200,000 ราย.
“การสื่อสารและการทำให้เกิดขึ้นจริงยังจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและการบริการได้ ยกตัวอย่างโครงการส่งเสริมการปลูกโกโก้ ถ้าเป็นผลโกโก้อย่างเดียวได้รายได้ที่ 200,000 บาท/ไร่ หากนำมาแปรรูปจะมีรายได้ที่ 500,000 บาทต่อไร่
ขณะที่ “สุพันธุ์” กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี การเกิดโรคระบาด ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหาอย่างมาก ขณะนี้ ส.อ.ท. อยู่ในระหว่างวางระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมักตกเป็นจำเลยสังคม ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ส.อ.ท.ได้นำเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) แต่การให้ความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องผลักดันให้สามารถดำเนินการได้จริง โดยเฉพาะในส่งนของสมาชิกของ ส.อ.ท. ใน 107 ประเภทอุตสาหกรรม ให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco factory) และต่อยอดไปสู่โรงงานสีเขียว (green factory) มีความร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ภายในปี 2567 ภาคอุตสาหกรรมต้องเป็น green factory 100%
โมเดลเพื่อสานต่อความยั่งยืนนี้ ส.อ.ท. จะกระจายไปยังสภาอุตสาหกรรมจังหวัดและกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs นำไปปรับใช้องค์กรของตัวเอง วางเป้าไว้ที่ 50% ของ SMEs ที่เป็นสมาชิกส.อ.ท.ด้วย
“ผยง” กล่าวว่า บทบาทของสถาบันการเงินพื้นฐานคือรับฝากเงิน ปล่อยกู้เงิน โอนเงิน พร้อมกับการจัดสรรทรัพยากรให้ถูกทิศทางเพราะสถาบันการเงินเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตของประเทศ
“นอกจากนั้นยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้เข้าถึงต้นทุนทรัพยากรอย่างเหมาะสม รวมทั้งทำให้สังคม ชุมชน ยกระดับความยั่งยืนขึ้นมา โดยยึดกรอบของ SDGs (Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติ เมื่อปรับเป็นในบริบทของการธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็น sustainable banking และ responsible lending ใช้พิจารณาในการกำหนดนโยบาย และกลยุทธ์สำหรับการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดจนมีกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากการให้สินเชื่อธนาคาร”

การที่จะทำให้วิถียั่งยืนไม่ใช่กระแสอีกต่อไป ต้องการทำกิจกรรมควรมองระยะยาว มีกรอบความคิด มีพาราดราฟที่นำไปสู่ความยั่งยืน เป็นตัวพื้นฐานในการสร้างให้เกิดการตระหนักรู้ นำไปใช้
ยกตัวอย่างโครงการรัฐบาลล่าสุด เช่น เที่ยวด้วยกัน เป็นโครงการที่เข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารพาณิชย์ก็เข้าไปกระตุ้น การชำระเงิน แต่ทั้งหมดนี้อยู่บนกลไกที่ใช้ดิจิทัล รวมถึงทุกภาคส่วน ล่าสุดโครงการคนละครึ่งไปถึงพ่อค้าแม่ค้า มองว่าไม่ใช่แค่การประคองหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะปูพื้นฐาน ขั้นต่อไปในโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล
ด้าน “รื่นวดี” กล่าวว่า ก.ล.ต มีส่วนสนับสนุนการสร้างอีโคซิสเต็ม ESG (environmental, social, and governance) ในภาคธุรกิจ ด้วยการผลักดันบริษัทจดทะเบียนตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของ ESG และผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่มีความครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ

“ESG เป็นตัวช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากวิกฤตต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงวิกฤตโควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้น เพราะองค์กรที่มี ESG สะท้อนว่าธุรกิจมีศักยภาพในการแข่งขัน จากการกำกับดูแลกิจการที่ดีและบริหารงานอย่างโปร่งใส จัดการความเสี่ยงได้มีประสิทธิภาพ คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว
ที่ผ่าน ก.ล.ต.ร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ในการดำเนินนโยบายด้านการส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลด้านความยั่งยืนมาโดยตลอด แต่เรายังเห็นข้อมูลที่เป็นรูปธรรมไม่ชัด ซึ่งเราก็ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลแบบบังคับ แต่ตอนนี้เรามี 600 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนแบบเป็นไปตามข้อบังคับ โดยจะเริ่มทำในเดือน ม.ค. 2565 เป็นต้นไป
หลังจากนั้นเป็นช่วงวิถียั่งยืน ชุบชีวิตธุรกิจ-สังคม ช่วงที่ 2 มีผู้เสวนา 3 คน ได้แก่ “ดร.ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, “ศุภชัย เจียรวนนท์” นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทยและประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย, และ “พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา” ผู้อำนวยการเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (TRBN)
“ภากร” กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาตลาดทุนไทยถูกมองว่าข้อมูล “ไม่น่าเชื่อถือ” ฉะนั้นโจทย์สำคัญจะทำอย่างไรให้น่าเชื่อถือ จึงมีการจัดทำกฎ ระเบียบต่าง ๆ และถือเป็นจุดเริ่มต้นให้มองเรื่อง corporate social responsibility (CSR) หรือการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจที่มากขึ้นและทำให้เกิดเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อใช้ดูแลสังคม สิ่งแวดล้อมในอนาคต

นอกจากนี้ยังเกิดแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน หรือ ESG ในการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ทำให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง (stakeholders) มีความเข้าใจมากขึ้นในแง่ของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเมื่อโลกเปลี่ยน นักลงทุนจึงไม่ได้มองเรื่องการลงทุนเท่านั้น แต่ยังนำ big data มาช่วยวิเคราะห์ ว่าจะทำเรื่อง ESG ให้มากขึ้นได้อย่างไร
อีกทั้งยังนำ big data มาใช้เปรียบเทียบกับภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันว่ามีการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไร และจากนั้นได้เกิดแพลตฟอร์มที่ใช้รวบรวมข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนที่ส่งรายงานมาที่ ก.ล.ต. สำหรับแพลตฟอร์มดังกล่าวยัง “เชื่อมโยง” องค์กรต่าง ๆ ให้ร่วมมือเชิงข้อมูล ให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ ๆ จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่เป้าหมายของแต่ละองค์กรมาใช้ SET Link ต่อยอดข้อมูลไปจนถึงรายงานประจำปี ส่งต่อไปนักวิเคราะห์ และนักลงทุน นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
“เรามองไปจนถึงขั้นที่ว่า ข้อมูลในระบบจะถูกไปพัฒนาต่อให้เกิดความร่วมมือในรูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน หรือรูปแบบที่เรียกว่า PPP (public private partnership) หรือในรูปแบบอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นในอนาคต”
ด้าน “ศุภชัย” กล่าวว่า ความตระหนักรู้เป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืน ซึ่งฟอรั่มภาคธุรกิจไทย ในวิถียั่งยืนครั้งนี้เป็นส่วนช่วยสร้างความตระหนักรู้ในสังคม

“ผมได้เดินทางไปเวทีต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น World Economic Forum และ One Young World ได้พบกับผู้นำจากหลายประเทศ แต่สิ่งที่ผู้นำเหล่านั้นพูดเหมือนกันคือ ปัญหาในสังคมทั้งหมดต้องแก้โดยเอกชน เพราะภาครัฐทางฝั่งการเมืองมีความต่อเนื่องน้อยกว่าเอกชน รัฐบาลมีหมดวาระและเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามานโยบายต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไป”
ที่สำคัญภาคเอกชนมีบทบาทระหว่าง 2 โลก คือ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการปฏิบัติตามที่ตลาดต้องการ ดังนั้นจะเห็นข้อมูลทั้งสองด้าน ทำให้มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาในสังคม ทั้งนี้ บทบาทไม่ใช่เฉพาะการทำซีเอสอาร์ แต่ภาคเอกชนสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง แก้ปัญหาระดับโลก ที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อนได้ ดังเช่น 3 ด้านนี้ 1. ภาวะโลกร้อน (global warming) ที่ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีการคาดการณ์ว่า ถ้าบวกเพิ่มอีก 10% สัตว์โลกจะหายไป 16% ซึ่งรวมถึงมนุษย์ด้วย 2. ตั้งเป้าการบรรลุสถานะของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (net-zero carbon) 3. ขยะเหลือศูนย์ (zero waste) 4. ความเสมอภาค (human rights) โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษา
เมื่อภาคธุรกิจเริ่มตั้งเป้าใน 4 ประเด็นข้างต้น ก็จะเริ่มขยับและเดินหน้าไปก้าวถัดไปได้เอง
“พิมพรรณ” กล่าวว่า โลกมีปัญหามากมายและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รุนแรง และถี่ขึ้นมาก ดังนั้นความยั่งยืนในภาคธุรกิจจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง การสร้างความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง

“แต่ละบริษัทจะมีกรอบดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนที่ต่างกัน เช่น ดัชนี Dow Jones Sustainability Indices (DJSI), เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals), กรอบความร่วมมือการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact)”
ส่วนเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่อง circular economy มากขึ้นตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาโดยมี 2 แนวทางที่บริษัทต่าง ๆ สามารถทำได้ คือ 1. close loop ภายในการดำเนินธุรกิจต้องพยายามดึงศักยภาพในองค์กรทำให้เกิดขยะน้อยสุด 2. open loop นำของใช้แล้วกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ได้
ยกตัวอย่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี กำลังลงทุนสร้างโรงงานพลาสติกรีไซคลิ่ง (recycling) รองรับการนำขยะพลาสติกเข้าระบบ 6 หมื่นตันต่อปี ในการทำสิ่งนั้นได้ในประเทศที่ยังไม่มีความพร้อมเรื่องการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางหรือที่บ้านอย่างประเทศไทย หมายความว่าจีซีต้องจัดการ value chain ตั้งแต่การคัดแยก ลำเลียง และนำเข้าระบบ หากทำได้สำเร็จจะเกิดการสร้างงาน รายได้ นอกเหนือจากนี้ยังเป็นการลดภาระของบ่อฝังกลบ ทำให้ขยะพลาสติกไม่หลุดลงไปในทะเล
