‘ตรีนุช’ สั่งจัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ช่วยผู้ประกอบการ-ลูกจ้างน้ำท่วม ผ่านกองทุนผู้ใช้แรงงาน
“ตรีนุช” สั่งจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำผ่านกองทุนผู้ใช้แรงงาน ช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับความเสียหาย และลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ด่วนที่สุด ขณะที่ประกันสังคมจับมือ 7ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ช่วยเหลือนายจ้างประสบภัยน้ำท่วม
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (25 พ.ย. 68) ว่าได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกจ้าง นายจ้าง โดยขอความร่วมมือให้นายจ้างผ่อนผันให้ลูกจ้างที่ประสบปัญหาที่อยู่อาศัยถูกน้ำท่วมไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ หรือมาทำงานล่าช้า สามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลา ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
รวมทั้งให้เร่งดำเนินการจัดสรร “วงเงินกู้ดอกเบื้อต่ำเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ” โดยให้กู้ผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในสถานประกอบกิจการ และรัฐวิสาหกิจสามารถขอกู้เงินจากกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน นำไปปล่อยกู้ให้ลูกจ้างใช้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือฟื้นฟูอาชีพได้ในอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี
สำหรับนายจ้างที่สถานประกอบกิจการได้รับความเสียหาย หรืออุปกรณ์ไม่มีความปลอดภัย สามารถกู้เงินจาก “กองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” ภายใต้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อนำไปปรับปรุงซ่อมแซมอุปกรณ์หรือเครื่องจักร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน ดอกเบี้ยเพียง 1.5% ต่อปี ใน 12 งวดแรก โดยสามารถยื่นคำขอกู้ยืมเงินได้ตั้งแต่ 1 มกราคม-31 พฤษภาคม 2569
ทั้งนี้ ขอให้นายจ้างเร่งจัดทำแผนฉุกเฉิน ตรวจสอบความปลอดภัยของอาคาร เครื่องจักร และระบบไฟฟ้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงในช่วงเกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะภายหลังน้ำลด เพื่อประเมินความเสียหายในการขอยื่นกู้เงินต่อไป
พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคม ดูแลนายจ้างและผู้ประกันตนอย่างรอบด้าน โดยได้ดำเนินมาตรการสำคัญ คือ โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 (พ.ศ.2568 – 2569) และการคุ้มครองสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยพยุงสถานประกอบการ สนับสนุนการจ้างงาน และบรรเทาความเดือดร้อนของแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้
สำหรับโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2568–2569) เป็นมาตรการช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและต้องการรักษาการจ้างงานเดิม รวมถึงเปิดโอกาสให้เกิดการจ้างงานใหม่ในระบบประกันสังคม โดยมีธนาคารทั้งของภาครัฐและธนาคารพาณิชย์เข้าร่วมโครงการแล้ว 7 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย,ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)
โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดแตกต่างกันตามขนาดของธุรกิจ ตั้งแต่ 15 ล้านบาท สูงสุดถึง 50 ล้านบาท ตามเงื่อนไขของธนาคารและขนาดของธุรกิจ โดยต้องเป็นสถานประกอบการที่จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือนติดต่อกัน ทั้งนี้เพื่อให้เศรษฐกิจในภาพรวมและการจ้างงานดำเนินต่อไปได้ หลังสถานการณ์อุทกภัยสิ้นสุดลง