Skip to content

แก้ปมประกันสังคม 2.2 ล้านล้าน จี้ออกจากระบบ-เอกชนบริหาร

24 ม.ค. 2569 | 16:24น.
แก้ปมประกันสังคม 2.2 ล้านล้าน จี้ออกจากระบบ-เอกชนบริหาร

ปมร้อน “ประกันสังคม” ปะทุอีกรอบ มนุษย์เงินเดือนท้อใจต้องจ่ายเพิ่ม หลังปรับขึ้นเงินสมทบเริ่มมกราคม 2569 สวนกระแสค่าครองชีพ “รักชนก” โฆษก กมธ.เปิดประเด็นส่อใช้เงินกองทุนไม่โปร่งใส หวั่นซ้ำรอยตึกพระรามเก้า นักวิชาการ-นักการเงินเสนอออกจากระบบให้ “มืออาชีพ” บริหารเหมือน กบข.

กระแสเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โจทย์ใหญ่ของพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียง นอกเหนือจากการแก้รัฐธรรมนูญ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ยังมีโจทย์ใหญ่คือเรื่องของคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับนางสาวรักชนก ศรีนอก นักการเมืองสังกัดพรรคประชาชน และโฆษกคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.) ที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสงบประมาณภาครัฐ

โดยเฉพาะกรณีการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และการบริหารกองทุนประกันสังคมที่มีมูลค่าสูงมหาศาล ล่าสุดได้ออกมาคัดค้านร่างระเบียบบอร์ดประกันสังคมใหม่ที่อาจลดสัดส่วนตัวแทนฝ่ายลูกจ้างลง ทำให้เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

นักวิชาการ-HR หนุนผ่าตัดใหญ่

นายธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ ที่ปรึกษาอิสระด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า เรื่อง สปส.กำลังเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ที่สำคัญคนวัยทำงาน ในฐานะ “ผู้ประกันตน” ที่มีส่วนได้เสียกับเงินกองทุนสะสมที่ถูกหักทุกเดือนก็เริ่มสนใจและหาข้อมูลเชิงลึก

ขณะที่พรรคการเมืองก็เริ่มชูนโยบายทิศทางใหม่ของ สปส.กันหลายพรรค หากได้รับเลือกตั้งและจัดตั้งเป็นรัฐบาลใหม่ เนื่องจากฐานเสียงผู้ประกันตนมีจำนวนมหาศาล เช่นเดียวกับเงินกองทุนประกันสังคมที่มีมากถึง 2.2 ล้านล้านบาท

ส่วนตัวกล่าวย้ำมาหลายครั้งแล้ว ที่เสนอทางออกให้นำประกันสังคมออกจากระบบ ควรปรับและเปลี่ยนการบริหารแบบเดิม ๆ เพื่อเปิดทางให้ “มืออาชีพ” ที่มีความรู้ด้านการเงินการลงทุนมาบริหารน่าจะเหมาะสมกว่า เป็นโมเดลคล้ายกับ กบข. หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่มีเงินกองทุน 8 แสนล้านบาทที่ใช้มืออาชีพบริหาร

“ทุกอย่างเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและนโยบายจะไปแบบไหน สปส.มีกองทุนมหาศาลนับล้านล้านบาท การบริหารให้งอกเงยสมความตั้งใจของเจ้าของเงิน เราก็รู้อยู่ คือคนบริหารต้องดีและต้องเก่ง”

จ่ายสมทบเพิ่ม-ต้องยอมรับ

ส่วนประเด็นที่ สปส.ประกาศตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป จะปรับขึ้นเงินสมทบประกันสังคม ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ปรับเพดานค่าจ้างใหม่ เริ่มบังคับใช้แล้วในปีนี้

ส่งผลให้ผู้ประกันตนที่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดต้องจ่ายเงินสมทบหรือถูกหักเงินเพิ่มขึ้น โดยใช้อัตรานี้ไปจนถึงปี 2571 จากระยะเวลาการบังคับใช้ 3 ปี หรือระหว่างปี 2569-2571 และยังไม่นับรวมระยะที่ 2-ระยะที่ 3 ที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกตั้งแต่ปี 2572 ไปจนถึงปี 2575 เป็นต้นไป

นายธำรงศักดิ์ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้เปลี่ยนแปลงค่อนข้างยาก เพราะเป็นกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งผู้ประกันตนต้องเข้าใจและยอมรับกติกา เช่นเดียวกับการเกณฑ์ทหารที่เป็นตัวบทกฎหมายเช่นกัน เข้าใจมนุษย์เงินเดือนคนรุ่นใหม่ที่เป็นวัยเริ่มทำงานอาจรู้สึกกระทบใจบ้าง เมื่อต้องถูกหักเงินประกันสังคมเพิ่ม

เกณฑ์ตั้งบอร์ดใหม่สำคัญ

แหล่งข่าวซึ่งเป็นนักวิชาการอีกท่านหนึ่งให้ความเห็นเพิ่้มเติมว่า น่าจับตาเรื่องร่างระเบียบกระทรวงแรงงาน เลือกตั้งบอร์ด สปส.ใหม่ ที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. ๊ เพื่อแก้ไขระเบียบเดิมที่ใช้ในปี 2564 โดยเปิดให้แสดงความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม-14 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านระบบกลางทางกฎหมายและช่องทางของ สปส.ทั่วประเทศ

ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของระบบเลือกตั้ง เดิมผู้ประกันตน 1 คนเลือกผู้สมัครได้ 7 คน เปลี่ยนเป็นผู้ประกันตน 1 คนเลือกผู้สมัครได้คนเดียว ผลทำให้คะแนนกระจาย และตัดโอกาสการได้รับเลือกตั้งยกทีมเหมือนครั้งที่ผ่านมา

ซึ่งโครงสร้างบอร์ดประกันสังคมในปัจจุบันจะเป็นตัวแทน 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายรัฐบาล (เจ้าหน้าที่รัฐ กระทรวงต่าง ๆ) จำนวน 7 คน ฝ่ายนายจ้าง ตัวแทนจากภาคเอกชน เลือกตั้งโดยฝั่งนายจ้างเองจำนวน 7 คน และฝ่ายผู้ประกันตน จากการเลือกตั้งของลูกจ้างในระบบประกันสังคมจำนวน 7 คน

ผู้ประกันตนจึงควรรู้กติกาการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในสัดส่วน “ผู้ประกันตน” ที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครอง ปกป้องสิทธิประโยชน์ผู้ใช้กองทุนทั่วประเทศ

“เพราะบอร์ดประกันสังคมมีอำนาจกำหนดทิศทางนโยบาย การบริหารเงินกองทุน และการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ที่ส่งผลต่อผู้ประกันตนที่มีจำนวนมหาศาล”

ยึดกองทุนฯนอร์เวย์แม่แบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเพจ Chayanon Rakkanjanan โดย @MrMessenger ได้เขียนเกี่ยวกับการบริหารกองทุนที่มีมูลค่าสูงได้อย่างน่าสนใจ

ปัจจุบันกองทุนที่มีขนาดใหญ่สุดในโลกมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ ก็คือ Government Pension Fund Global (GPFG) หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์

กองทุนนี้คือ “กระปุกออมสินยักษ์ของคนทั้งประเทศนอร์เวย์” ที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บเงินที่ได้จากการขุดเจาะน้ำมันเอาไว้ให้ลูกหลานในอนาคต

แม้ชื่อจะมีคำว่า “Pension” แต่จริง ๆ แล้วหน้าที่หลักของกองทุนไม่ใช่การเอาเงินมาจ่ายบำนาญให้คนนอร์เวย์

แต่เป้าหมายแท้จริง คือเก็บรักษาความมั่งคั่งจากทรัพยากรน้ำมัน (ซึ่งวันหนึ่งต้องหมดไป) และเปลี่ยนให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่งอกเงยส่งต่อให้คนรุ่นหลัง

กองทุนมีกฎเหล็กคือ รัฐบาลนอร์เวย์จะดึงเงินกำไรจากกองทุนมาใช้พัฒนาประเทศได้ไม่เกินปีละ 3% ส่วนเงินต้นห้ามแตะเด็ดขาด

ดังนั้น “กองทุนที่เก็บรักษาความมั่งคั่งให้คนทั้งชาติ” ต้องบริหารด้วยโครงสร้าง 3 อย่างคือ “มืออาชีพ+โปร่งใส+ปลอดการเมือง”

เริ่มที่ 1.แยกการเมืองออกจากการลงทุนให้ชัด โดยรัฐบาลนอร์เวย์มีหน้าที่วางกรอบกว้าง ๆ (Mandate) แต่คนตัดสินใจซื้อขายหุ้นคือ Norges Bank Investment Management (NBIM) ที่บริหารงานโดย “มืออาชีพ” ด้านการลงทุนระดับโลก และไม่ใช่นักการเมือง หรือข้าราชการที่เวียนกันมารับตำแหน่ง

2.ต้อง Global Diversification ไม่ลงทุนในประเทศตัวเอง (เพื่อป้องกันการทำราคาตลาด และเอื้อพวกพ้อง) แต่มีนโยบายจะกระจายเงินไปถือหุ้นกว่า 9,000 บริษัททั่วโลก ใน 77 ประเทศทั่วโลก อาทิ ลงทุนใน Apple, Microsoft, NVIDIA ฯลฯ รวมถึงหุ้นไทยหลาย ๆ ตัว กองทุนนี้ก็มาลงทุนด้วย รวมถึงลงทุนในตราสารหนี้, อสังหาฯ และ Infrastruture

3.ต้อง Extreme Transparency อันนี้เด็ดสุด ใครอยากรู้ว่ากองทุนถือหุ้นอะไร เข้าเว็บดูได้เลย https://nbim.no อัพเดตละเอียดและโปร่งใสมาก ตรวจสอบได้ทุกเม็ด

ภาพรวมผลตอบแทนระยะยาวของ GPFG ตั้งแต่ตั้งกองทุนปี 1998 อยู่ที่ 6.6%ต่อปี ย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ย 9.40% ต่อปี ย้อนหลัง 10 ปี เฉลี่ย 7.39% ต่อปี

แม้ตัวเลขผลตอบแทน 6% อาจไม่หวือหวาเมื่อเทียบกับการเก็งกำไรระยะสั้น แต่สำหรับกองทุนขนาดมหึมาถือว่าไม่ธรรมดา กองทุน GPFG จึงเป็น “ต้นแบบ” ของการลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาลที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

“ส่วนดราม่ากองทุนในบ้านเรารอบนี้ ผมอยากเห็นจุดเริ่มต้นของการคิดถึงผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว และเริ่มปฏิรูปโครงสร้างกองทุนให้เป็นองค์กรอิสระที่ความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง”

หวั่นไม่โปร่งใสซ้ำรอย

นางสาวรัชนกได้เปิดแถลงข่าวตั้งข้อสังเกตอีกครั้ง สรุปเกี่ยวกับการใช้งบประมาณด้าน IT ของ สปส.ที่ส่อว่าอาจใช้เงินกองทุนประกันสังคมไม่โปร่งใสมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท อาทิ โครงการระบบพัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ 548 ล้านบาท ระบบดับเพลิง Water Mist 79 ล้านบาท ฯลฯ รวมถึงการสร้างโรงอาหาร และการลงทุนในกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมพล็กซ์ TU-PF เป็นหน่วยลงทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) มูลค่า 800 ล้านบาท แต่ผลตอบแทนดูไม่คุ้มค่า หวั่นจะซ้ำรอยการซื้อตึกย่านพระรามเก้าที่เคยเป็นข่าวดังก่อนหน้านี้ เป็นต้น

สปส.เผยกองทุนแข็งแกร่ง

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส.กล่าวว่า สถานะการเงินและการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมปี 2568 มียอดเงินลงทุนสะสมรวม 2.9 ล้านล้านบาท ภาพรวมจนถึงไตรมาสที่ 4 (วันที่ 31 ธันวาคม 2568) แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพที่มั่นคง และมีความพร้อมในการดูแลสิทธิประโยชน์ของพี่น้องแรงงานทั่วประเทศ

ปัจจุบันมีเงินลงทุนสะสมทั้งสิ้น 2,859,400 ล้านบาท เกิดจากเงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐบาล 1,728,722 ล้านบาท สร้างผลตอบแทนสะสมจากการลงทุนได้ 1,130,678 ล้านบาท

ปี 2568 สร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้ว 80,000 ล้านบาท หรือ 6.1% ของพอร์ตการลงทุน โดยลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูง 69.01% หลักทรัพย์เสี่ยง 30.99% แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 60.47% ต่างประเทศ 39.53%