Skip to content

OpenAI ทุ่มเฉียด 16 ล้าน ล่าหัวกะทิ CEO ย้ำ! ต้องการผู้สมัครที่มี ‘รสนิยมเชิงกลยุทธ์’

25 พ.ค. 2569 | 11:09น.
OpenAI ทุ่มเฉียด 16 ล้าน ล่าหัวกะทิ CEO ย้ำ! ต้องการผู้สมัครที่มี ‘รสนิยมเชิงกลยุทธ์’

OpenAI เขย่าวงการเทคฯ! ทุ่มงบเกือบ 16 ล้านบาท รับสมัครวิศวกรระดับอาวุโสร่วมทัพ ‘Preparedness’ สกัดภัยคุกคามจาก AI ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ‘แซม อัลต์แมน’ ย้ำชัด ต้องการผู้สมัครที่มี “รสนิยมทางเทคโนโลยีและกลยุทธ์สูง” บาลานซ์ความปลอดภัยควบคู่สร้าง “นักวิจัย AI อัตโนมัติเต็มรูปแบบ” ภายใน 2028 ท่ามกลางกระแสจับตาจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกที่เตือนให้เร่งฝีเท้าช้าลงก่อนจะวิกฤต

OpenAI ยักษ์ใหญ่แห่งวงการปัญญาประดิษฐ์ ที่มีแผนการใหญ่นำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปีนี้ สร้างความฮือฮาให้กับตลาดแรงงานสายเทคโนโลยีด้วยการเปิดรับสมัครงานในตำแหน่งนักวิจัยระดับสูง โดยเสนอแพ็กเกจค่าตอบแทนสูงลิ่วระหว่าง 295,000 ถึง 445,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 10.5 ถึง 15.8 ล้านบาท เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ขบคิดและประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับภัยคุกคามของ AI ในอนาคต

โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “Recursive Self-Improvement” หรือ การที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถฝึกฝนและพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นเป็นทวีคูณได้โดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ ซึ่งบทบาทนี้จำเป็นต้องใช้การคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาในปัจจุบัน โดยตำแหน่งนี้จะสังกัดอยู่ในทีม “Preparedness” หรือ ทีมเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามของบริษัท ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การควบคุมพื้นที่ความเสี่ยงสูงของ AI เพื่อสกัดกั้นอันตรายก่อนที่จะลุกลามจนไม่สามารถควบคุมได้

ลองจินตนาการถึงการได้รับค่าจ้างสูงถึง 445,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพียงเพื่อเข้ามานั่งคิดเกี่ยวกับปัญหาที่ปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้นจริง Business Insider รายงานว่า OpenAI ได้โพสต์ประกาศรับสมัครงานอย่างเป็นทางการเพื่อค้นหานักวิจัยที่จะเข้ามาเผชิญหน้าและจัดการกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อ AI มีความสามารถในการฝึกฝนโมเดลรุ่นต่อไปที่ดีกว่าตัวมันเองได้

ในรายละเอียดของประกาศรับสมัครงานระบุว่า

“งานชิ้นนี้อาศัยการคิดหาเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่อาจจะยังไม่มีให้เห็นในปัจจุบัน ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้มาดำรงตำแหน่งนี้จะต้องเป็นคนที่มีรสนิยมทางเทคโนโลยีและมีความคิดเชิงกลยุทธ์ (Tasteful and Strategic)”

โดยตำแหน่งที่เปิดรับนี้คือ Senior Machine Learning Engineer ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยขั้นสูงของ AI และจริงจังกับการเฟ้นหาบุคลากรในครั้งนี้มากเพียงใด

ทำไม OpenAI ถึงต้องการคนที่ “Tasteful and Strategic”?

การใช้คำที่แปลกตาอย่างคำว่า “มีรสนิยมและมีกลยุทธ์” (Tasteful and Strategic) ในประกาศรับสมัครงาน สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะงานภายในทีมความปลอดภัย Preparedness ได้เป็นอย่างดี เพราะบทบาทนี้ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ทักษะทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย “วิจารณญาณขั้นสูง” อีกด้วย

ตำแหน่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์ที่วิศวกรต้องคิดอ่านให้ไกลกว่าระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน และต้องคาดการณ์ความเสี่ยงที่ยังไม่ก่อตัวขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบริบทนี้ คำว่า “Tasteful and Strategic” จึงหมายถึง ความสามารถในการตัดสินใจอย่างรอบคอบและระมัดระวังในเรื่องการยอมแลกประสิทธิภาพบางอย่างเพื่อความปลอดภัย

การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาที่วิกฤตที่สุด ตลอดจนการออกแบบแนวทางปฏิบัติที่ไม่เพียงแต่ถูกต้องแม่นยำในทางเทคนิคเท่านั้น แต่ต้องมีความเหมาะสม มีความรับผิดชอบต่อสังคมและถูกต้องตามหลักจริยธรรมด้วย

มุ่งเน้นความเสี่ยงในอนาคต ไม่ใช่แค่ปัญหาปัจจุบัน

หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบของวิศวกรในตำแหน่งนี้อาจรวมถึง

  • การปกป้องและป้องกันโมเดลจากการถูกป้อนข้อมูลที่เป็นพิษ (Data Poisoning)

  • การสร้างเครื่องมือเพื่อถอดรหัสและทำความเข้าใจกระบวนการคิดหรือการให้เหตุผลของโมเดล AI (Model Reasoning)

  • การติดตามและประเมินว่า งานวิจัยภายในองค์กรของ OpenAI เองนั้น ถูกเปลี่ยนไปทำงานด้วยระบบอัตโนมัติโดย AI มากน้อยเพียงใดในปัจจุบัน

นั่นหมายความว่า วิศวกรรายนี้จะไม่เพียงแต่ทำหน้าที่สร้างระบบขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังต้องประเมินด้วยว่าระบบเหล่านั้นจะวิวัฒนาการตัวเองอย่างไร และมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะเข้ามาทดแทนกระบวนการวิจัยที่เดิมทีขับเคลื่อนด้วยมนุษย์

นอกจากนี้ นักวิจัยอาจถูกมอบหมายให้ “ติดตามความคืบหน้าไปสู่การเปลี่ยนผ่านพนักงานฝ่ายเทคนิคให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ” ซึ่งรวมถึงการวัดผลว่าเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดของ AI (AI Coding Tools) ถูกนำมาใช้ภายในบริษัท OpenAI เองอย่างกว้างขวางขนาดไหนแล้วในเวลานี้

“นี่คืองานที่เร่งด่วน และเราต้องการก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลที่ตามมาอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งบริษัทและสังคมโดยรวม”

และนี่คือข้อความส่วนหนึ่งที่ปรากฎในประกาศรับสมัครงานของทีม Preparedness

โครงสร้างการทำงานภายในทีม Preparedness

สำหรับทีม Preparedness ของ OpenAI นั้น มุ่งเน้นการทำงานและศึกษาในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ ประกอบไปด้วย 4 ด้านหลักๆ ได้แก่

  1. Automated Red-Teaming การทดสอบเจาะระบบและหาช่องโหว่ของ AI โดยใช้ระบบอัตโนมัติ

  2. Biological and Chemical Misuse Risks การประเมินความเสี่ยงจากการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพและสารเคมี

  3. Agentic AI Safety Concerns ความกังวลด้านความปลอดภัยของ AI เชิงปฏิบัติการ

  4. Early Signals of Highly Autonomous Systems การจับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของระบบที่มีความเป็นอิสระในการทำงานสูงมาก

โดยเป้าหมายสูงสุดของทีม คือ การระบุตัวตนและลดความเสี่ยงเหล่านี้ให้ได้ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในโลกและขยายวงกว้างจนเกินควบคุม

การคาดการณ์และไทม์ไลน์ของอุตสาหกรรม

การเปิดรับสมัครงานในครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ แซม อัลต์แมน (Sam Altman) CEO ของ OpenAI ที่เคยเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเป้าหมายระยะสั้นในการพัฒนา “AI ผู้ช่วยวิจัยอัตโนมัติ” (Automated AI Research Intern) ให้สามารถทำงานในสเกลขนาดใหญ่ได้ในอนาคตอันใกล้ และจะพัฒนาไปสู่ “นักวิจัย AI อัตโนมัติเต็มรูปแบบ” (True Automated AI Researcher) ภายในทศวรรษนี้

โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อัลต์แมนระบุว่า บริษัทได้ตั้งเป้าหมายที่จะรันระบบ “AI ผู้ช่วยวิจัยอัตโนมัติ” บนชิปประมวลผลนับแสนตัวภายในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ และตั้งเป้าจะบรรลุการสร้าง “นักวิจัย AI อัตโนมัติที่แท้จริง” ภายในเดือนมีนาคมปี 2028

อัลต์แมนเคยโพสต์ข้อความไว้บนแพลตฟอร์ม X ไว้ว่า

“เราอาจจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิงกับเป้าหมายนี้ แต่เมื่อคำนึงถึงผลกระทบอันยิ่งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นตามมา เราคิดว่ามันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่จะมีการแจงความโปร่งใสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ก่อน”

ในขณะเดียวกัน ผู้นำคนอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างก็ออกมาแสดงมุมมองที่สอดคล้องกัน โดย เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) ผู้บริหารของ Google DeepMind ก็ได้อธิบายถึงการพัฒนา AI ในเฟสปัจจุบันว่าเป็นเสมือนการอยู่บริเวณ “เชิงเขาของภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี” หรือก็คือ จุดที่เทคโนโลยีเติบโตจนมนุษย์ตามไม่ทัน

ส่วนทางด้าน แจ็ก คลาร์ก (Jack Clark) ก็ได้คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ระบบ AI จะสามารถทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาได้เองโดยสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งพาการป้อนข้อมูลจากมนุษย์เลยภายในสิ้นทศวรรษนี้

อย่างไรก็ตาม เอลิซาเบธ บาร์นส์ (Elizabeth Barnes) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ METR ได้เขียนข้อความแสดงความเห็นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเตือนสติอุตสาหกรรมนี้ในมุมมองของเธอว่า

“อารยธรรมที่สมเหตุสมผลใดๆ ก็ตาม ย่อมต้องเลือกที่จะดำเนินการกับเทคโนโลยี AI อย่างช้าๆ และระมัดระวังมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน”

ท่ามกลางสมรภูมิ AI ที่ทวีความร้อนแรงและการเร่งก้าวไปสู่ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบในปี 2028 ที่เริ่มกระชั้นชิดเข้ามาใกล้ขึ้นทุกๆปี การประกาศรับสมัครงานของ OpenAI ฉบับนี้จึงเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งมันคือวิสัยทัศน์อันทะเยอทะยานและโอกาสทางธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์ก่อนการเข้าสู่ตลาดหุ้น (IPO) แต่อีกด้านหนึ่ง มันคือสัญญาณเตือนภัยอันดังสนั่นจากผู้พัฒนาเองว่า พลังของปัญญาประดิษฐ์กำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ในไม่ช้า

หลังจากนี้ โลกคงต้องจับตาดูว่า เม็ดเงินเกือบ 16 ล้านบาทและทีมวิศวกรผู้มี “รสนิยมเชิงกลยุทธ์สูง” จะสามารถทำหน้าที่เป็นโล่กำบังภัยคุกคามในอนาคตได้จริง หรือจะเป็นตัวเร่งให้เราเดินหน้าไปสู่สถานการณ์หรือภาวะวิกฤตที่หลายๆ ผู้เชี่ยวชาญต่างก็หวาดหวั่นให้เร็วยิ่งขึ้นกันแน่