OpenAI เขย่าวงการเทคฯ! ทุ่มงบเกือบ 16 ล้านบาท รับสมัครวิศวกรระดับอาวุโสร่วมทัพ ‘Preparedness’ สกัดภัยคุกคามจาก AI ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ‘แซม อัลต์แมน’ ย้ำชัด ต้องการผู้สมัครที่มี “รสนิยมทางเทคโนโลยีและกลยุทธ์สูง” บาลานซ์ความปลอดภัยควบคู่สร้าง “นักวิจัย AI อัตโนมัติเต็มรูปแบบ” ภายใน 2028 ท่ามกลางกระแสจับตาจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกที่เตือนให้เร่งฝีเท้าช้าลงก่อนจะวิกฤต
OpenAI ยักษ์ใหญ่แห่งวงการปัญญาประดิษฐ์ ที่มีแผนการใหญ่นำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปีนี้ สร้างความฮือฮาให้กับตลาดแรงงานสายเทคโนโลยีด้วยการเปิดรับสมัครงานในตำแหน่งนักวิจัยระดับสูง โดยเสนอแพ็กเกจค่าตอบแทนสูงลิ่วระหว่าง 295,000 ถึง 445,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 10.5 ถึง 15.8 ล้านบาท เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ขบคิดและประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับภัยคุกคามของ AI ในอนาคต
โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “Recursive Self-Improvement” หรือ การที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถฝึกฝนและพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นเป็นทวีคูณได้โดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ ซึ่งบทบาทนี้จำเป็นต้องใช้การคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาในปัจจุบัน โดยตำแหน่งนี้จะสังกัดอยู่ในทีม “Preparedness” หรือ ทีมเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามของบริษัท ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การควบคุมพื้นที่ความเสี่ยงสูงของ AI เพื่อสกัดกั้นอันตรายก่อนที่จะลุกลามจนไม่สามารถควบคุมได้
ลองจินตนาการถึงการได้รับค่าจ้างสูงถึง 445,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพียงเพื่อเข้ามานั่งคิดเกี่ยวกับปัญหาที่ปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้นจริง Business Insider รายงานว่า OpenAI ได้โพสต์ประกาศรับสมัครงานอย่างเป็นทางการเพื่อค้นหานักวิจัยที่จะเข้ามาเผชิญหน้าและจัดการกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อ AI มีความสามารถในการฝึกฝนโมเดลรุ่นต่อไปที่ดีกว่าตัวมันเองได้
ในรายละเอียดของประกาศรับสมัครงานระบุว่า
“งานชิ้นนี้อาศัยการคิดหาเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่อาจจะยังไม่มีให้เห็นในปัจจุบัน ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้มาดำรงตำแหน่งนี้จะต้องเป็นคนที่มีรสนิยมทางเทคโนโลยีและมีความคิดเชิงกลยุทธ์ (Tasteful and Strategic)”
โดยตำแหน่งที่เปิดรับนี้คือ Senior Machine Learning Engineer ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยขั้นสูงของ AI และจริงจังกับการเฟ้นหาบุคลากรในครั้งนี้มากเพียงใด
ทำไม OpenAI ถึงต้องการคนที่ “Tasteful and Strategic”?
การใช้คำที่แปลกตาอย่างคำว่า “มีรสนิยมและมีกลยุทธ์” (Tasteful and Strategic) ในประกาศรับสมัครงาน สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะงานภายในทีมความปลอดภัย Preparedness ได้เป็นอย่างดี เพราะบทบาทนี้ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ทักษะทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย “วิจารณญาณขั้นสูง” อีกด้วย
ตำแหน่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์ที่วิศวกรต้องคิดอ่านให้ไกลกว่าระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน และต้องคาดการณ์ความเสี่ยงที่ยังไม่ก่อตัวขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบริบทนี้ คำว่า “Tasteful and Strategic” จึงหมายถึง ความสามารถในการตัดสินใจอย่างรอบคอบและระมัดระวังในเรื่องการยอมแลกประสิทธิภาพบางอย่างเพื่อความปลอดภัย
การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาที่วิกฤตที่สุด ตลอดจนการออกแบบแนวทางปฏิบัติที่ไม่เพียงแต่ถูกต้องแม่นยำในทางเทคนิคเท่านั้น แต่ต้องมีความเหมาะสม มีความรับผิดชอบต่อสังคมและถูกต้องตามหลักจริยธรรมด้วย
มุ่งเน้นความเสี่ยงในอนาคต ไม่ใช่แค่ปัญหาปัจจุบัน
หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบของวิศวกรในตำแหน่งนี้อาจรวมถึง
-
การปกป้องและป้องกันโมเดลจากการถูกป้อนข้อมูลที่เป็นพิษ (Data Poisoning)
-
การสร้างเครื่องมือเพื่อถอดรหัสและทำความเข้าใจกระบวนการคิดหรือการให้เหตุผลของโมเดล AI (Model Reasoning)
-
การติดตามและประเมินว่า งานวิจัยภายในองค์กรของ OpenAI เองนั้น ถูกเปลี่ยนไปทำงานด้วยระบบอัตโนมัติโดย AI มากน้อยเพียงใดในปัจจุบัน
นั่นหมายความว่า วิศวกรรายนี้จะไม่เพียงแต่ทำหน้าที่สร้างระบบขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังต้องประเมินด้วยว่าระบบเหล่านั้นจะวิวัฒนาการตัวเองอย่างไร และมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะเข้ามาทดแทนกระบวนการวิจัยที่เดิมทีขับเคลื่อนด้วยมนุษย์
นอกจากนี้ นักวิจัยอาจถูกมอบหมายให้ “ติดตามความคืบหน้าไปสู่การเปลี่ยนผ่านพนักงานฝ่ายเทคนิคให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ” ซึ่งรวมถึงการวัดผลว่าเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดของ AI (AI Coding Tools) ถูกนำมาใช้ภายในบริษัท OpenAI เองอย่างกว้างขวางขนาดไหนแล้วในเวลานี้
“นี่คืองานที่เร่งด่วน และเราต้องการก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลที่ตามมาอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งบริษัทและสังคมโดยรวม”
และนี่คือข้อความส่วนหนึ่งที่ปรากฎในประกาศรับสมัครงานของทีม Preparedness
โครงสร้างการทำงานภายในทีม Preparedness
สำหรับทีม Preparedness ของ OpenAI นั้น มุ่งเน้นการทำงานและศึกษาในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ ประกอบไปด้วย 4 ด้านหลักๆ ได้แก่
-
Automated Red-Teaming การทดสอบเจาะระบบและหาช่องโหว่ของ AI โดยใช้ระบบอัตโนมัติ
-
Biological and Chemical Misuse Risks การประเมินความเสี่ยงจากการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพและสารเคมี
-
Agentic AI Safety Concerns ความกังวลด้านความปลอดภัยของ AI เชิงปฏิบัติการ
-
Early Signals of Highly Autonomous Systems การจับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของระบบที่มีความเป็นอิสระในการทำงานสูงมาก
โดยเป้าหมายสูงสุดของทีม คือ การระบุตัวตนและลดความเสี่ยงเหล่านี้ให้ได้ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในโลกและขยายวงกว้างจนเกินควบคุม
การคาดการณ์และไทม์ไลน์ของอุตสาหกรรม
การเปิดรับสมัครงานในครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ แซม อัลต์แมน (Sam Altman) CEO ของ OpenAI ที่เคยเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเป้าหมายระยะสั้นในการพัฒนา “AI ผู้ช่วยวิจัยอัตโนมัติ” (Automated AI Research Intern) ให้สามารถทำงานในสเกลขนาดใหญ่ได้ในอนาคตอันใกล้ และจะพัฒนาไปสู่ “นักวิจัย AI อัตโนมัติเต็มรูปแบบ” (True Automated AI Researcher) ภายในทศวรรษนี้
โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อัลต์แมนระบุว่า บริษัทได้ตั้งเป้าหมายที่จะรันระบบ “AI ผู้ช่วยวิจัยอัตโนมัติ” บนชิปประมวลผลนับแสนตัวภายในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ และตั้งเป้าจะบรรลุการสร้าง “นักวิจัย AI อัตโนมัติที่แท้จริง” ภายในเดือนมีนาคมปี 2028
อัลต์แมนเคยโพสต์ข้อความไว้บนแพลตฟอร์ม X ไว้ว่า
“เราอาจจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิงกับเป้าหมายนี้ แต่เมื่อคำนึงถึงผลกระทบอันยิ่งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นตามมา เราคิดว่ามันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่จะมีการแจงความโปร่งใสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ก่อน”
ในขณะเดียวกัน ผู้นำคนอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างก็ออกมาแสดงมุมมองที่สอดคล้องกัน โดย เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) ผู้บริหารของ Google DeepMind ก็ได้อธิบายถึงการพัฒนา AI ในเฟสปัจจุบันว่าเป็นเสมือนการอยู่บริเวณ “เชิงเขาของภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี” หรือก็คือ จุดที่เทคโนโลยีเติบโตจนมนุษย์ตามไม่ทัน
ส่วนทางด้าน แจ็ก คลาร์ก (Jack Clark) ก็ได้คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ระบบ AI จะสามารถทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาได้เองโดยสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งพาการป้อนข้อมูลจากมนุษย์เลยภายในสิ้นทศวรรษนี้
อย่างไรก็ตาม เอลิซาเบธ บาร์นส์ (Elizabeth Barnes) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ METR ได้เขียนข้อความแสดงความเห็นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเตือนสติอุตสาหกรรมนี้ในมุมมองของเธอว่า
“อารยธรรมที่สมเหตุสมผลใดๆ ก็ตาม ย่อมต้องเลือกที่จะดำเนินการกับเทคโนโลยี AI อย่างช้าๆ และระมัดระวังมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน”
ท่ามกลางสมรภูมิ AI ที่ทวีความร้อนแรงและการเร่งก้าวไปสู่ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบในปี 2028 ที่เริ่มกระชั้นชิดเข้ามาใกล้ขึ้นทุกๆปี การประกาศรับสมัครงานของ OpenAI ฉบับนี้จึงเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งมันคือวิสัยทัศน์อันทะเยอทะยานและโอกาสทางธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์ก่อนการเข้าสู่ตลาดหุ้น (IPO) แต่อีกด้านหนึ่ง มันคือสัญญาณเตือนภัยอันดังสนั่นจากผู้พัฒนาเองว่า พลังของปัญญาประดิษฐ์กำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ในไม่ช้า
หลังจากนี้ โลกคงต้องจับตาดูว่า เม็ดเงินเกือบ 16 ล้านบาทและทีมวิศวกรผู้มี “รสนิยมเชิงกลยุทธ์สูง” จะสามารถทำหน้าที่เป็นโล่กำบังภัยคุกคามในอนาคตได้จริง หรือจะเป็นตัวเร่งให้เราเดินหน้าไปสู่สถานการณ์หรือภาวะวิกฤตที่หลายๆ ผู้เชี่ยวชาญต่างก็หวาดหวั่นให้เร็วยิ่งขึ้นกันแน่