“เต๋อ นวพล” เผยเบื้องหลังหนังสารคดี BNK48 “GIRLS DON’T CRY” กับการตัดต่อสุดโหด

ภาพยนตร์ Documentary “GIRLS DON’T CRY” ของสาวๆ ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปที่มาแรงที่สุดในปีนี้ อย่าง BNK48 กำลังจะเข้าฉายให้เหล่าแฟนๆ โอตะได้สัมผัสเรื่องราวของเธอ ผ่านสายตาของผู้กำกับฝีมือดี “เต๋อ นวพล” ที่ถือเป็นมวยถูกคู่ที่ทั้งสองมาเจอกัน

ก่อนที่หนังจะเข้าฉาย 16 สิงหาคมนี้ ผู้กำกับหนุ่มสุดแนว ที่ขึ้นชื่อเรื่องมุมมองด้านการเล่าเรื่อง ทั้งภาพ และไอเดียที่ใหม่ และน่าสนใจ จะผ่านการทำงานอย่างหนัก กว่าจะออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เช่นเดียวกับ “GIRLS DON’T CRY” ที่ เต๋อ-นวพล ออกมาโพสต์ถึงเบื้องหลังสำคัญผ่านเฟซบุ๊ก Nawapol Thamrongrattanarit ว่า เขาลงมือตัดต่อฟุตเทจความยาวกว่า 60 ชั่วโมง ที่เก็บมาตลอด 1 ปี ด้วยตัวเอง และเป็นการวางโครงเรื่องขณะตัดต่อ ซึ่งเขาเผยว่า นี่คืองานตัดต่อที่โหดที่สุดตั้งแต่ทำมา


GIRLS DON’T CRY , (but editor cry)
คู่มือการเอาชีวิตรอดจากฟุตเทจ 60 ชั่วโมงกับอีก 1 ปีด้วยตัวคนเดียว

สารคดีเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเป็นคนตัดเอง ด้วยสาเหตุที่ว่าเราไม่ได้มีโครงสร้างหนังรอไว้ก่อนแล้ว อยากจะตัดต่อจากฟุตเทจภาพและสัมภาษณ์ แล้วค่อยๆสร้างมันขึ้นมา (อย่างที่บอกว่าน้องเป็นสถาปนิก ผมเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง) ดังนั้นการตัดต่อครั้งนี้ จึงคล้ายๆการทำบทภาพยนตร์บนโปรแกรมตัดต่อ จึงต้องทำเอง แต่ฟุตเทจสัมภาษณ์มันประมาณ 60 ชั่วโมง กับฟุตเทจภาพตลอด 1 ปีที่ผานมา ก็สวัสดีจ้า โชคดีมึง ลาก่อน

10 ขั้นในการเผชิญกับฟุตเทจมหาศาลรอบนี้
1. ตั้งสติ คำว่าพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ สวดมนต์
2. แม้ว่าจะสัมภาษณ์เอง แต่ก็ต้องดูฟุตเทจสัมภาษณ์ใหม่ทั้งหมดอีกรอบ แปลว่าจะกินเวลาอีก 60 ชั่วโมง (สัมภาษณ์ 26 คน คนละ 2-3 ชั่วโมง) เพื่อคัดบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจออกมาจากแต่ละคนอย่างละเอียด
3. เอาบทสัมภาษณ์ที่คัดมาทั้งหมด มารันดูใหม่อีกรอบ (อาจจะเหลือสัก 30 ชั่วโมงโดยประมาณ) เพื่อประมวลผล คิดต่อว่า ตกลงหนังมันจะยังไง เพราะแน่นอนว่าเราใส่ลงไปไม่ได้ทั้งหมด ช่วงนี้เลยเหมือนการทำบทภาพยนตร์มาก มีหลงทางไปบ้างก็หลายรอบ เพราะมันไปได้หลายทิศทางมาก
4. เริ่มขึ้นโครงคร่าวๆ , ความยากคือต้องพยายามจำฟุตเทจที่คัดมาทั้งหมดให้ได้ เพราะต้องค่อยๆนึกว่า ฟุตเทจไหนน่าจะต่อกับฟุตเทจไหน คำพูดใครจะต่อกับคำพูดใครได้ / ถ้าจำไม่ได้จะเสียเวลามาก เพราะต้องกลับไปไล่ดูอีกที
5. หากเหนื่อยล้า ต้องหาเวลาไปกินข้าว เพื่อออกจาห้องตัดบ้าง บางวันก็นั่งนานซะจนเด้ดคาห้อง การออกจากบ้านไปกินข้าวสำคัญมากจริงๆ เพราะได้ออกไปสู่โลกกว้างบ้าง เหมือนรีบู้ทหัว , ช่วงนั้นอยากกินของหวานๆบ่อยอย่างเห็นได้ชัด แต่ต้องห้ามปรามตัวเองบ้าง เดี๋ยวน้ำตาลขึ้น
6. เธอเองก็มีความฝัน : ใช่ไข่มุก ตอนนอนช่วงนั้น พี่ฝันว่ากลับไปสัมภาษณ์พวกน้องอีกรอบทุกคืนเลย (สัมด้วยคำถามใหม่ด้วย เซอร์มาก) ไหนจะฝันว่ามีเมสเซนเจอร์มายืนรอเอาฮาร์ดดิสก์ หรือฝันว่าไปอยู่หลังงานอีเวนท์อะไรสักอย่างของพวกท่าน แต่หนักสุดคือฝันว่านั่งตัดต่อนี่แหละ (คือขอนอนบ้างครับ)
7. พอได้โครง ก็เริ่มต้องดูฟุตเทจภาพ ก็ดูกันใหม่ตั้งแต่วันมาออดิชั่นจนถึงฟุตเทจล่าสุด ตลอด 1 ปี / ไล่ดูคลิปยูทูปอีกมากมาย
8. เริ่มประกอบคำสัมภาษณ์เข้ากับฟุตเทจ , ตอนนี้จะเริ่มเห็นแล้วว่าหนังมาถูกทางไหม ซึ่งแน่นอนว่าไม่ถูกหรอก ก็ต้องแก้กันไปอีกหลายดราฟท์
9. ช่วงแก้ไข ก็ต้องกลับไปดูฟุตเทจที่คัดออกมาอีกรอบ หรือ บางครั้งก็ต้องกลับไปดูฟุตเทจที่ไม่ได้คัดออกมา เพราะบางฟุตเทจที่เคยใช้ไม่ได้ มาถึงดราฟท์ท้ายๆ กลับเอามาใช้ได้แล้ว / บางทีประโยคบางประโยคที่ไม่สำคัญในตอนแรก ดันเอามาเซฟหนังไว้ได้เลยในช่วงนี้
10. ช่วงท้ายๆนี้ยากมาก เพราะต้องพยายามลบความทรงจำตัวเอง เพราะดูมาหลายๆรอบ เราจะเริ่มจำได้แล้วว่าอะไรเริ่มก่อน ซีนต่อไปคืออะไร จบยังไง แล้วจะเช็คความรู้สึกไม่ได้ ก็คือจมแล้วนั่นเอง บางทีต้องหยุดไปสักวันสองวันเพื่อลืมเธอ แล้วกลับมาดูใหม่
11. (แถม) พอตัดเสร็จ ก็จะรีเช็คฟุตเทจที่เหลืออีกรอบว่า มีอะไรยังไม่ได้ใช้บ้าง กลัวเสียดายไม่ได้ใช้ หรือ กลัวขาดตกไป / บางอันก็เสียใจมากที่ไม่ได้ใช้ มันดีมาก แต่เพื่อให้ตัวหนังโดยรวมสมูท เราก็ต้องทำใจเอาออกนะ

สรุปแล้วดูไปแสนกว่ารอบตลอด 2-3 เดือนในการตัดต่อ
น่าจะเป็นการตัดต่อที่โหดที่สุดเท่าที่ตัดหนังมา
#girlsdontcry