สมาคมฟุตบอลฯลงโทษเหตุวิวาทในนัดชิงฟุตบอลชาย ซีเกมส์ 2023 เจ้าหน้าที่ทีม-ผู้ฝึกสอนโกล์ ถูกพักงาน 1 ปี ส่วน 2 นักบอลที่เกี่ยวข้อง ถูกพักงาน 6 เดือน
วันที่ 23 พฤษภาคม 2566 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ FA THAILAND ยืนยันบทลงโทษเจ้าหน้าที่ทีมของทีมชาติไทย และนักกีฬา โดยระบุว่า “ตามที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนจรรยา กรณีปัญหาในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ในการแข่งขันกีฬาฟุตบอล ชายซีเกมส์ ครั้งที่ 32 ประจำปี 2023 นัดชิงชนะเลิศ ระหว่างทีมชาติไทย กับทีมชาติอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
เหตุการณ์ดังกล่าวสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้นำเสนอข่าวเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่สนใจของประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ของวงการกีฬาฟุตบอลไทยและประเทศไทย
คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งมี พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน เป็นประธาน ได้รวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวนสอบสวน ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 และเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2566
โดยคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ต้องกันว่า แม้ว่านายประสบโชค โชคเหมาะ ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู, นายมายีด หมัดอะด้ำ เจ้าหน้าที่ทีม, นายภัทราวุธ วงษ์ศรีเผือก เจ้าหน้าที่ทีม ซึ่งโดยตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบนอกจากจะทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนนักกีฬาฟุตบอล หรือปฏิบัติหน้าที่อื่นตามความรับผิดชอบในทีมฟุตบอลแล้ว
ด้วยความรู้ ประสบการณ์ วัยวุฒิ คุณวุฒิ และวุฒิภาวะ จะต้องมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแล พฤติกรรมความประพฤติของนักกีฬาฟุตบอลด้วย โดยเฉพาะทีมชาติชุดนี้ เป็นชุดรุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี ซึ่งถือว่ายังเยาว์วัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี คอยตักเตือนสั่งสอนอบรมนักกีฬาที่ประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือมีพฤติการณ์ที่ส่อว่าจะประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง หาใช่เป็นผู้นำในการกระทำผิด หรือเข้าร่วมในการกระทำผิดเสียเองเช่นกรณีนี้ จึงไม่มีเหตุอันควรปรานี
อาศัยอำนาจตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยจรรยา สำหรับนักกีฬาอาชีพ และบุคลากรกีฬาอาชีพ ในความดูแลของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2560 แก้ไขเพิ่มเติม (ครั้งที่ 1) พ.ศ. 2565 หมวด 1 จรรยาของนักกีฬาอาชีพและบุคลากรกีฬาอาชีพ ข้อ 3 (4) และ (11) หมวด 2 กลไกและระบบการบังคับใช้จรรยา ข้อ 7 ประกอบกับ หมวด 3 บทกำหนดโทษ ข้อ 10.9 เห็นควรลงโทษ พักการปฏิบัติหน้าที่ในนามทีมชาติไทยทุกชุด เป็นเวลา 1 ปี
ส่วนนายโสภณวิชญ์ รักญาติ นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ในตำแหน่งผู้รักษาประตู และนายธีรภักดิ์ เปรื่องนา ผู้เล่นสำรองทีมชาติไทยหมายเลข 18 ที่ร่วมกระทำผิดด้วยนั้น นอกจากจะตกอยู่ในสภาวะกดดันด้านจิตใจ ด้วยเหตุมุ่งไปที่ผลการแข่งขัน และมีเหตุการณ์ยั่วยุกันไปมาจนทำให้เกิดเหตุความรุนแรงขึ้น ภายหลังเกิดเหตุรู้สำนึกในการกระทำผิดและออกมาขอโทษต่อสาธารณะ ประกอบกับทั้งสองคนยังอยู่ในช่วงเยาว์วัย โดยนายโสภณวิชญ์ อายุ 22 ปี และนายธีรภักดิ์ อายุ 21 ปี จึงมีเหตุอันควรปรานี
อาศัยอำนาจตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยจรรยา สำหรับนักกีฬาอาชีพ และบุคลากรกีฬาอาชีพ ในความดูแลของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2560 แก้ไขเพิ่มเติม (ครั้งที่ 1) พ.ศ. 2565 หมวด 1 จรรยาของนักกีฬาอาชีพและบุคลากรกีฬาอาชีพ ข้อ 3 (4) และ (11) หมวด 2 กลไกและระบบการบังคับใช้จรรยา ข้อ 7 ประกอบกับ หมวด 3 บทกำหนดโทษ ข้อ 10.8 เห็นควรลงโทษ พักการปฏิบัติหน้าที่ (เข้าร่วมแข่งขัน) ในนามทีมชาติไทยทุกชุด เป็นเวลา 6 เดือน”