ไม่เพียงคดีหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.สระบุรี และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล คนสนิท ที่ถูกตำรวจบุกจับ ตามหมายจับของศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ด้วยข้อหาหลายกระทง ทั้งเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และคดีฟอกเงิน
มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการยักยอกไม่น้อยกว่า 10 ล้าน ไม่นับรวมมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกถือครองโดยคนใกล้ชิด ที่ดินกว่า 2 พันไร่ และอาคารสิ่งปลูกสร้างอีกหลายล้านบาท
ก่อนหน้านี้คดียักยอกทรัพย์สินและเงินสด เกี่ยวกับพระและวัดดัง อุบัติขึ้นรัว ๆ ต่อเนื่อง ตั้งแต่วัดไร่ขิง 300 ล้าน รวมทั้งวัดใหญ่ในกรุงเทพฯ ส่งผลให้พระที่มีสมณศักดิ์สูงหลายสิบรูป ต้องลาสิกขาบท และหนีคดีความ
เป็นจังหวะเดียวกันที่กรมสรรพากร ออกประกาศการบริจาคเงินเข้าวัด ต้องผ่านระบบ “e-Donation” เท่านั้น ยกเลิกการใช้ใบอนุโมทนาบัตรกระดาษสำหรับการหักลดหย่อนภาษีจากการบริจาคเงินให้วัดหรือองค์กรสาธารณกุศล
มีข้อเสนอการสังคายนาให้วัดพ้นจากกลโกงหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้น คือ เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ อย่าง “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ที่เห็นว่า ถึงเวลาที่ต้องให้เทคโนโลยีต้องรับใช้กิจของสงฆ์
เซตถังข้อมูลตรวจสอบสงฆ์
เพราะประเทศไทยมีวัดราษฎร์-วัดหลวงมากถึง 44,076 แห่ง พระสงฆ์-สามเณรกว่า 2.8 แสนรูป การจัดการทรัพย์สินและอัตลักษณ์บุคคล จึงสำคัญ “ภาวุธ” ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์นี้ว่า “วัดในไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีพื้นฐาน เช่น เว็บไซต์ของวัดเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมการสวดมนต์ออนไลน์ ไปจนถึงการเปิดช่องทางทำบุญ แต่ระบบเหล่านั้นยังคงจำกัดอยู่เพียงผิวหน้า ไม่สามารถเจาะลึกเข้าไปถึงการบริหารจัดการภายในโดยเฉพาะในมิติการตรวจสอบพฤติกรรม หรือข้อมูลพื้นฐานของพระสงฆ์”
ในฐานะคนที่คร่ำหวอดวงการอีคอมเมิร์ซ เขามองทางโลกและทางธรรมตามความจริง “พระสงฆ์ ก็คือ มนุษย์ผู้ชายคนหนึ่ง ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรมีระบบกลาง ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลพระสงฆ์ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับทั้งวัดและชาวบ้าน”
“แนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที คือ การเชื่อมโยงข้อมูลพระกับ ‘ThaiD’ (ไทยดี) แอปพลิเคชั่นบัตรประชาชนดิจิทัล โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบบยืนยันตัวตน ที่แสดงได้ตั้งแต่ประวัติพื้นฐาน พฤติกรรม ประวัติอาชญากรรม ตลอดจนคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด”
หากระบบนี้ขยายการใช้งานครอบคลุมถึงพระสงฆ์ได้ จะช่วยให้การติดตามตัวตนเป็นไปอย่างเป็นระบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการศึกษา วุฒิธรรม วุฒิเปรียญ หรือแม้แต่การโยกย้ายวัด ก็ควรมีระบบลงทะเบียนกำกับไว้
“ถ้าพระรูปหนึ่งธุดงค์เข้าไปในป่า แล้วหายตัวไป ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ว่าอยู่ที่ไหน หรือแม้กระทั่งเป็นพระจริงหรือไม่”
ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจดิจิทัล ระบุอีกว่า แม้พระจะมี “ใบสุทธิ” เป็นบัตรประจำตัวอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้จริง ประกอบกับกรณีล่าสุดที่มีการเปิดเผยว่า “พระอลงกต” นำใบสุทธิพระของนายอลงกต พลมุข อดีตข้าราชการกรมชลประทาน ไปใช้เปิดบัญชีธนาคารตั้งแต่ปี 2540 และยังนำเลขประจำตัว 13 หลักไปผูกพร้อมเพย์ในปี 2561
พฤติกรรมนี้ตอกย้ำความเห็นของภาวุธว่า ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถตรวจสอบใบสุทธิของพระได้จริง เปิดโอกาสให้เกิดการสวมสิทธิและใช้ข้อมูลผู้อื่นได้โดยไร้การตรวจสอบ แต่หากมีระบบกลางเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็จะสามารถสแกนเพื่อตรวจสอบวันบวช วัดต้นสังกัด และสถานะของพระรูปนั้นได้ทันที ซึ่งการมีระบบตรวจสอบข้อมูลที่เข้าถึงได้ ไม่เพียงช่วยลดปัญหาการปลอมแปลง แต่ยังช่วยเสริม “ความมั่นใจ” ให้กับผู้ศรัทธาอีกด้วย
เงินบริจาคต้องมีบัญชีออนไลน์
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กำลังถูกจับตาในวงการพระพุทธศาสนา คือ การจัดการ “เงินบริจาค” แม้ปัจจุบันจะมีระบบ e-Donation ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสรรพากร ปิดช่องโหว่การใช้ใบอนุโมทนาบัตรปลอม
แต่ “หลังจากเงินเข้าบัญชีวัดแล้วถูกนำไปใช้อย่างไร” เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
ภาวุธระบุว่า การขาดระบบจัดการรายรับรายจ่ายคือปัญหา วัดในไทยยังไม่มีการใช้ “ระบบบัญชี” เหมือนหน่วยงานรัฐหรือเอกชน
เขาเสนอให้วัดนำระบบบัญชีออนไลน์มาใช้ เช่นเดียวกับที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ลำพูน ที่พัฒนาระบบติดตามโครงการแบบเปิดเผย ทำให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดโครงการ งบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง, รายรับ-รายจ่าย, ผลการดำเนินงาน และมาตรการป้องกันการทุจริตได้ตลอดเวลา
“เราสามารถตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์ ว่ามันถูกนำไปใช้กับอะไรบ้าง”
ใช้สตาร์ตอัพจัดถังข้อมูลบริจาค
แนวคิดนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับกิจกรรมทางศาสนา เช่น ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน หรือโครงการบูรณะวัด โดยมีระบบลงข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้เข้าถึงได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า เงินบริจาคถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์
และเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม “ภาวุธ” เสนอเพิ่มเติมว่า ภาครัฐอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ควรหันมาร่วมมือกับภาคเอกชน อาจปันงบฯบางส่วนให้สร้างแพลตฟอร์มขึ้น
โดยเฉพาะ “สมาคมไทยสตาร์ตอัพ (Thai Startup)” หรือสมาคมโปรแกรมเมอร์ ที่รวมตัวผู้ประกอบการรุ่นใหม่ มาร่วมพัฒนาระบบกลางที่ใช้งานได้จริง
“ถ้ารัฐพร้อม ภาคเอกชนพร้อม ระบบนี้เริ่มต้นทดลองใช้ได้ทันที และขยายผลให้เป็นมาตรฐานต่อไปในอนาคต”
แม้จะมีแนวคิดการใช้เทคโนโลยีการจัดการถังข้อมูลพระ และบริหารกระแสเงินมหาศาลของวัด แต่หากหน่วยงานของรัฐที่กำกับกิจของสงฆ์ ไม่นำพาเทคโนโลยีก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะองค์กรรัฐต้องขยับปีกพร้อมกัน

ซึ่งข้อสังเกตนี้ “ภาวุธ” เห็นทิศทางที่เป็นบวกว่า นี่คือโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการที่อาจสร้างรายได้ หรืออาชีพใหม่ ๆ ให้กับภาคเอกชน สิ่งสำคัญตอนนี้ไม่ใช่แค่ “ทำได้ไหม” แต่คือ “จะเริ่มอย่างไร”
ภาวุธเสนอแนวคิด “วัดต้นแบบ” ที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วม โดยภาครัฐสามารถดำเนินการได้ทันที ด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านกระบวนการ “ประชาพิจารณ์” หรือจัดเวทีระดมสมองร่วมระหว่างวัด ภาคประชาชน และผู้ประกอบการเทคโนโลยี เพื่อร่วมออกแบบระบบให้เหมาะสมกับบริบทของศาสนาไทย
ขณะเดียวกัน หากหน่วยงานราชการอย่าง “กระทรวงวัฒนธรรม” เข้ามาเป็น “พี่เลี้ยง” ประสานงานให้วัดต้นแบบเหล่านี้ทำความเข้าใจในระบบใหม่ ตลอดจนจัดอบรมให้คณะกรรมการวัดใช้งานระบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้โมเดลนี้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น
ในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยีรับใช้และขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ-สังคม และการเมือง ข้อเสนอจากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซในการใช้เทคโนโลยีระดับสูง จัดระบบเงินวัดให้ปลอดจากกลโกง จึงเป็นจังหวะก้าวที่ไม่เพียงสำนักพุทธศาสนาต้องนำพา แต่ทว่าทุกองค์กรของรัฐควรร่วมกันกำหนดชะตาเงินบุญ ไม่ให้แปลงเป็นบัญชีบาป
