เปิดภารกิจ รมว.ดีอี ป้ายแดง แก้ปมผูกขาดดิจิทัลแพลตฟอร์ม
เข้ากระทรวงเป็นทางการแล้ว “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คนใหม่ป้ายแดงกล่าวแถลงนโยบายเร่งด่วน 4 ด้าน ล้อไปกับนโยบายรัฐบาล “ภูมิใจไทย” ที่มีวาระอยู่ 4 เดือน ส่วนใหญ่เป็นนโยบาย “ควิกวิน” เร่งด่วนครอบคลุม 1.ภัยธรรมชาติ 2.ความมั่นคง 3.ภัยเศรษฐกิจ 4.ภัยทางสังคม
รับมือภัยธรรมชาติ
นโยบายด้านภัยธรรมชาติจะให้บูรณาการข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมทั้งภายใน และระหว่างประเทศ รวมถึงข้อมูลดาวเทียมเพื่อวางแผนในการเตือนภัยพิบัติอย่างละเอียด และแม่นยำมากขึ้น พร้อมเพิ่มเติมด้านการสื่อสารในการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ รวมทั้งติดตามเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือความเสียหายของโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม
“การรับมือภัยธรรมชาติจะต้องทำเชิงรุก ด้วยการบูรณาการข้อมูล และเทคโนโลยีเพื่อการเตือนภัยในส่วนที่เป็นจุดอ่อน เช่น แผ่นดินไหวที่เรายังขาดความพร้อม และเทคโนโลยีเฉพาะทาง อย่างอุปกรณ์ตรวจจับแผ่นดินไหว ก็จะใช้การประสานความร่วมมือกับต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น ญี่ปุ่น เพื่อขอยืมอุปกรณ์ และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแก้ปัญหาขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ใช้เวลานาน และไม่ทันต่อสถานการณ์”
เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำให้ประชาชนได้รับคำเตือนภัยที่รวดเร็วขึ้น เพราะการมีเวลาเตรียมตัวเพิ่มแม้เพียงครึ่งวันหรือหนึ่งวันถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่อาจช่วยรักษาชีวิตและทรัพย์สินได้
บูรณาการความร่วมมือ
นโยบายที่ 2 เรื่องภัยความมั่นคง จะเร่งรัดให้มีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้ประชาชน สร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้เป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ
ด้วยการนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีในหน่วยงานของกระทรวงดีอีมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และขอให้หน่วยงานจัดทำแนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และสนับสนุนเทคโนโลยีโดยการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน เช่น เทคโนโลยีโดรน เป็นต้น
อีกด้านที่เร่งด่วน คือเรื่องความมั่นคงชายแดนที่มีความตึงเครียดสูงได้รับภารกิจจากรัฐบาลให้บูรณาการความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคง และภาคเอกชนด้านโทรคมนาคมเกี่ยวกับสัญญาณสื่อสารตามแนวชายแดนตามนโยบายนายกรัฐมนตรี
“เรื่องสัญญาณในบริเวณนั้นมีความย้อนแย้ง คือ ตอนที่เราปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เราลดกำลังส่งสัญญาณ ดังนั้นหากจะเพิ่มสัญญาณเพื่อความมั่นคงก็ต้องพูดคุยหลายฝ่าย ซึ่งหลังจากนี้จะหารือกับคณะกรรมการ กสทช. และฝั่งเอกชน ค่ายมือถือที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการความร่วมมือกัน”
ในเรื่องภัยทางสังคมจะให้สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ข้อมูล และบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะ AI ถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญพื้นฐานในปัจจุบัน ต้องสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้งานอย่างถูกต้อง และปลอดภัย (AI Literacy) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสังคมดิจิทัลที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้จริงอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์
ส่วนการยกระดับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมออนไลน์จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน กำหนดมาตรการป้องกัน และปราบปรามเชิงรุกกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มเติม
เขย่าแผนดิจิทัลชุมชน
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจใต้กำกับดูแลอย่าง บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ NT และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) โดยเฉพาะสถานการณ์ของ NT ที่อยู่ในสภาวะฟื้นฟูกิจการ ได้คำตอบว่ารายละเอียดเชิงลึกยังไม่ทราบว่าขณะนี้ธุรกิจของ NT อยู่ในสภาวะใดและจะให้ผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้องมารายงานหลังจากนี้ เช่นเดียวกันกับการปรับโครงสร้างบอร์ดบริหารของ NT และ ปณท ก็ยังไม่มีการพิจารณาหารือเช่นกัน
ส่วนการเชื่อมต่อนโยบายจากรัฐบาลที่แล้ว ที่ “ดีอี” จะเป็นตัวขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจดิจิทัลนั้น รมว.ดีอีคนใหม่กล่าวว่า หลายนโยบายในรัฐบาลก่อนเป็นนโยบายที่ดี และเห็นตรงกันกับนโยบายปัจจุบัน ผลงานหลายอย่างกฎหมายหลายตัวเป็นผลงานที่น่าชื่นชม แต่หลายอย่างก็ยังต้องพิจารณาใหม่
“ที่เห็นไม่ตรงกันกับนโยบายรัฐบาลก่อนก็มีมาก เช่น นโยบายศูนย์ดิจิทัลชุมชน ตอนนี้ได้มีการขอรายงานเพิ่มเติมไปแล้ว ผมเห็นด้วยที่จะทำให้ชุมชนต่าง ๆ มีศูนย์ให้บริการอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึง แต่ในการดำเนินการและรายละเอียดอาจต้องพิจารณากันใหม่”
สำหรับศูนย์ดิจิทัลชุมชนในปัจจุบันได้มีการติดตั้งไปแล้ว 1,722 แห่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้ง 500 ศูนย์ โดยมีแผนดำเนินจัดตั้งเพิ่มเติมอีก 1,200 แห่ง กระจายทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
สร้างแข่งขันเป็นธรรม
ในภาพรวมของการแถลงนโยบายจะมุ่งเน้นการ “บูรณาการเรื่องเร่งด่วน” แต่ยังไม่มีการระบุแนวทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ยกเว้นแต่การเร่งแก้ปัญหา “ภัยเศรษฐกิจ” จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทยในสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ และประเมินได้
ดังนั้น กระทรวงดีอี นอกจากต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัลยังจะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม
พร้อมทั้งการส่งเสริมแนวทางการสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม และประชาชน ทั้งที่เป็นผู้บริโภค และผู้ให้บริการในแพลตฟอร์ม รวมถึงการให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย
เร่งสอบปมสินบน 40 ล้าน
รัฐมนตรี “ไชยชนก” ยังพูดถึงการสอบสวนปมเงินสินบน 40 ล้านบาท ด้วยว่า มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยกรรมการมาจากหน่วยงานภายนอกทั้งหมด โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นประธานกรรมการสอบสวน
“กรรมการชุดนี้เป็นคนนอกทั้งหมด ส่วนที่เป็นคนใน คือฝ่ายเลขานุการ หน่วยงานที่เหลือเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตนให้ความสำคัญจริงจัง และจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด คาดว่าไม่เกิน 1 เดือน จะมีข้อมูลมาอัพเดต แต่ขณะนี้มีความจำเป็นต้องจำกัดข้อมูลที่จะสื่อสารต่อสาธารณชน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ขยายผลได้เรื่อย ๆ”
และว่าจุดเชื่อมต่อ Connection Point กับประเด็นเงินสินบน 40 ล้านบาทในครั้งนี้เป็นเพียงแค่การพูดคุยกันครั้งเดียว