Skip to content

‘ธุรกิจครอบครัว’ ไอเท็มลับปั้น Deep Tech สิงคโปร์

22 ต.ค. 2568 | 15:51น.
‘ธุรกิจครอบครัว’ ไอเท็มลับปั้น Deep Tech สิงคโปร์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ไปร่วมงานแข่งขันประกวดแผนธุรกิจ (Lee Kuan Yew Global Business Plan Competition :LKYGBPC) ครั้งที่ 12 โดยสถาบันนวัตกรรม และผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (SMU) โดยปีนี้มีไฮไลต์เรื่องการปลุกปั้น Deep Tech ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเมือง ปัญญาประดิษฐ์ และความยั่งยืน

ปักธงฮับนวัตกรรม

ศ.ลิม ซัน ซัน แห่ง SMU กล่าวว่า SMU มีสถาบันฟูมฟักผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับเริ่มต้น โดยนักศึกษาออกแบบหลักสูตรเองได้ และมีโปรแกรมเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริม และสนับสนุนสตาร์ตอัพ เพื่อให้เกิดการ “สเกล” นวัตกรรม ทั้งมีการแข่งขันที่จัดทุกสองปี และในปีนี้เน้นย้ำความเป็นดีปเทค และความยั่งยืน ภายใต้มอตโต้ว่า “จากห้องเรียน ในปี 2025 สู่ยักษ์ไททันในปี 2035” เป็นการครุ่นคิดถึง “นวัตกร” ในทศวรรษหน้าที่จะได้รับผลกระทบจาก Deep Tech

“มีการคาดการณ์ผลกระทบในระยะ 10 ปี เทคโนโลยีเชิงลึกต้องการเวลาในการทดสอบ ปรับปรุง และบูรณาการเข้ากับโซลูชั่นอื่น ๆ หรือนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทใหม่ ๆ เป็นเส้นทางการเติบโตที่ต้องใช้เวลา ไอเดียที่อาจดูเหมือนพลิกโลก (Disruptive) ในวันนี้จะกลายเป็นสิ่งที่นำไปใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในอีก 10 ปีข้างหน้า”

การวางยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ที่จะเป็นฮับเทคโนโลยี และนวัตกรรม ไม่ใช่แค่สร้างระบบนิเวศที่เอื้อกับธุรกิจ แต่ฟูมฟักตั้งแต่ในห้องเรียน ซึ่งกุญแจสำคัญของการทำให้ “ไอเดีย” เติบโตในระยะยาว มีหลายส่วน

3 ความท้าทายสำคัญ

สตาร์ตอัพ Deep Tech ต้องเผชิญความท้าทาย 3 ประการ ได้แก่ ตลาด, บุคลากร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เงินทุน” ต้องอาศัย “เงินทุนที่อดทน” (Patient Capital) เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้เวลาในการพิสูจน์และสร้างผลตอบแทนที่ยาวนาน

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าดีปเทคจะได้รับการยอมรับยังเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อมองภาพใหญ่จะเห็นว่าโลกต้องการแน่ ๆ คือ เรื่องความยั่งยืน และปัญญาประดิษฐ์ เป็นเทคโนโลยีที่เร่งตลาดอื่น ๆ ให้ยอมรับดีปเทคมากขึ้น เช่น Materials Creation ใช้ AI คาดการณ์ ทำให้กระบวนการผลิตวัตถุดิบมีประสิทธิภาพมากขึ้น, ชีวการแพทย์ช่วยในกระบวนการวิจัย และพัฒนา ด้านพลังงาน สามารถใช้เอไอทำนาย และสร้างแบตเตอรี่ที่ดีขึ้นผ่านการจำลองสถานการณ์ ลดความซับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทาน”

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ Deep Tech จะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างน้อย 4 กลุ่มหลัก คือ 1.นักวิทยาศาสตร์ ต้องเห็นพ้องว่าเทคโนโลยีนี้ใช้ได้ผลจริงในเชิงกายภาพ 2.นักลงทุนยอมรับในผลตอบแทน 3.องค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องตัดสินใจว่าจะนำผลิตภัณฑ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน 4.ภาครัฐ ต้องอนุมัติว่าผลิตภัณฑ์ปลอดภัยต่อสังคม

เปิดไอเท็มลับแหล่งทุน

สตาร์ตอัพด้าน Deep Tech จึงเผชิญความท้าทาย คือนอกจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อน การพิสูจน์ตลาดใช้เวลายาวนานล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้หา “แหล่งทุน” ได้ยาก แต่สิ่งที่ SMU ค้นพบ “วัตถุดิบลับ” นอกจากจะช่วยปลดล็อกเรื่อง “คน” ซึ่งเป็นภารกิจที่มหาวิทยาลัยต้องปลุกปั้นอยู่แล้ว ยังช่วยเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยเฉพาะแหล่งทุนที่ “อดทน” กับความล้มเหลวของดีปเทค คือการใช้ “ธุรกิจครอบครัว”

SMU มี “สถาบันธุรกิจครอบครัว” (Business Families Institute) ที่จัดการฝึกอบรม และแบ่งปันความรู้แก่ธุรกิจครอบครัวทั่วภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพของ Deep Tech และเชื่อมโยงให้เกิดความร่วมมือ

ไม่ใช่แค่ “สิงคโปร์” แต่เป็นทั้งภูมิภาคอาเซียน เนื่องจาก Deep Tech สตาร์ตอัพไม่ได้ต้องการแค่ “เงินทุน” แต่ยังต้องการทุนทางเศรษฐกิจ ทุนการเมือง และเครือข่ายที่สำคัญ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อความสำเร็จของสตาร์ตอัพในภูมิภาคนี้

“ธุรกิจครอบครัวมีความพร้อมในการลงทุนระยะยาวเพื่อรอผลตอบแทนได้ มีความเข้าใจตลาดท้องถิ่น และให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคได้”

ขณะที่การลงทุนดั้งเดิมของ Venture Capitals (VC) ไม่สามารถให้ได้ เพราะต้องการผลตอบแทนเร็ว จึงมุ่งเน้นนวัตกรรมที่คืนทุนไวกว่า และมีเงินทุนจำกัด จึงไม่เต็มใจที่จะลงเงินมากใน Deep Tech ที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงอาจขาดความเชี่ยวชาญในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ย้ำทฤษฎี 80/20

SMU สังเกตด้วยว่าธุรกิจครอบครัวใน “คนรุ่นที่สาม” มีการศึกษาดี และมีความเข้าใจแนวโน้มเทคโนโลยี มีความคิดที่เปิดกว้างมากขึ้น และอาจเต็มใจลงทุนในเทคโนโลยี Deep Tech มากกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม

“พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินตามรอยพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย แต่มองหาโอกาสในการลงทุนในเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่จะสร้างอนาคต”

SMU ยังสังเกตว่าธุรกิจครอบครัวใน “คนรุ่นที่สาม” ซึ่งมีการศึกษาดีและมีความเข้าใจในแนวโน้มเทคโนโลยี มีความคิดที่เปิดกว้างมากขึ้น และอาจจะเต็มใจลงทุนในเทคโนโลยี Deep Tech มากกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม ๆ

ความร่วมมือระหว่างสตาร์ตอัพ Deep Tech และธุรกิจครอบครัว จึงเป็น “Win-Win Solution” ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ สตาร์ตอัพจะได้รับเงินทุนที่อดทนรอได้และคำแนะนำในการเจาะตลาดท้องถิ่น ขณะที่ธุรกิจครอบครัวได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และมีโอกาสขยายสายธุรกิจให้สอดคล้องกับอนาคต

“ความร่วมมือในลักษณะนี้ เป็นมากกว่าแค่การลงทุน แต่คือการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่งและยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม SMU ทิ้งท้ายโดยเน้นย้ำ กฎ 80/20 ที่ตามสถิติแล้ว แม้ 80% อาจต้องล้มเลิกไปในที่สุด แต่ 20% ที่เหลือรอดถือเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพสูงสุด และมีศักยภาพที่จะเป็นผู้พลิกเกมในอนาคต