AIS เผยอินไซต์ชาวอีสาน ใช้เน็ต “อัพโหลด” สูงกว่า “ดาวน์โหลด สะท้อนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ แนวโน้มปรับใช้ 5G สูงขึ้น ขณะที่ AIS เริ่มใช้คลื่นความถี่ 5G UL 2CC ที่แรกในอาเซียน อัพโหลดเร็วสองเท่า หนุนการค้าออนไลน์-ผลิตคอนเทนต์ พร้อมปักธงฮับโครงข่ายลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “วสิษฐ์ วัฒนศัพท์” หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ และ “วิศรุต พิศาล” หัวหน้างานปฏิบัติการภูมิภาค-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS ซึ่งได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญในการใช้งานโครงข่าย 5G ของชาวอีสาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจหลายประการ
ข้อมูลแปลก “อัพโหลด” สูงกว่า “ดาวน์โหลด”
“วสิษฐ์” ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า การใช้งานดาต้าของชาวอีสานนั้นมีความพิเศษกว่าปกติ เพราะปริมาณทราฟฟิกการ “อัพลิงก์” ข้อมูลในปี 2025 เพิ่มขึ้น 25 เท่า จากปี 2022 สูงกว่า “ดาวน์ลิงก์” ที่เพิ่มเพียง 10 เท่า จากปี 2022
ปกติแล้วการใช้งานดาต้าของผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่ใช่ลูกค้าองค์กรหรือธุรกิจ มักจะดาวน์โหลดมากกว่า เพราะมักใช้งานสำหรับการดูหนัง เล่นเกม หรือการใช้ข้อมูลที่ดึงมาจากคลาวด์ ทว่าข้อมูลในอีสานชี้ให้เห็นว่า การ “ไลฟ์สตรีมมิ่ง” ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook และ TikTok เป็นการใช้งานยอดนิยม โดยเฉพาะกลุ่ม แม่ค้าออนไลน์ และคนในชุมชน เช่น ชาวสวน ชาวนา หรือวัยรุ่นในหมู่บ้านที่ขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย
ทั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า ชาวอีสานชื่นชอบการใช้งานโครงข่ายโมบายมากกว่า การใช้บรอดแบนด์ หรืออินเทอร์เน็ตบ้าน เครือข่ายมือถือจึงเปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจชุมชน
ด้วยพื้นที่อีสานมีความกว้างใหญ่เป็นพิเศษ ทำให้ผู้ใช้บริการ AIS-3BB Fibre ที่มีปริมาณ 1 ล้านครัวเรือน เป็นภูมิภาคแรก นอกจากกรุงเทพฯ จากทั้งหมดประมาณ 6 ล้านครัวเรือน แล้วเห็นไดว่ายังมีช่องว่างขยายตลาดเน็ตบ้านอีกมาก
“อย่างไรก็ตาม การใช้งานโมบายเป็นที่นิยมกว่า เพราะสามารถทำให้ไลฟ์สด ได้ทุกที่ทุกเวลา”
โดยโครงข่ายโมบาย ของ AIS ความครอบคลุม 95% นั้นมีความหมายในเชิงปฏิบัติเทียบเท่ากับ 100% ของพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่ เนื่องจากพื้นที่ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นภูเขา
นอกจากความครอบคลุมในเชิงพื้นที่แล้ว เสถียรภาพของเครือข่ายยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลใหญ่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น เช่น งานไหลเรือไฟ หรืองานประเพณีออกพรรษาตามแนวริมแม่น้ำโขง AIS ได้มีการบริหารจัดการและดูแลไซต์งานเกือบ 500 แห่งเป็นพิเศษ เพื่อรับประกันว่าประชาชนและนักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด

เทคโนโลยี 5G เพื่อการอัพโหลดเร็วสองเท่าที่แรกในอาเซียน
ดังนั้น เพื่อรองรับการใช้งานอัพโหลดที่สูงเป็นพิเศษในอีสาน AIS จึงได้เปิดตัวเทคโนโลยี 5G UL 2CC (Uplink Carrier Aggregation) เป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ภาคอีสาน เพื่อเพิ่มความเร็วในการอัพโหลดสูงสุดถึงสองเท่า
“เทคโนโลยีนี้เป็นการใช้ประโยชนจากการรวมคลื่นความถี่ ซึ่งไม่ต้องทำทดลองเชิงแนวคิด (PoC) เพราะเราทำสำเร็จและใช้งานได้จริงแล้ว”
อย่างไรก็ตาม อีสานยังคงมีอัตราการใช้งาน 5G ต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ๆ สะท้อนถึงสิ่งที่อาจเรียกว่า “5G Adoption Paradox” กล่าวคือ แม้โครงสร้างพื้นฐาน 5G จะมีความพร้อมและความครอบคลุมในระดับสูง แต่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ยังคงใช้งานบนเครือข่าย 4G เป็นหลัก โดยมีสัดส่วนผู้ใช้ 5G อยู่ที่ประมาณ 10-15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ประมาณ 20% โดยมีปัจจัยท้าทาย คือ
1.ราคาอุปกรณ์ (Handset) : ราคาของสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ยังคงสูงกว่าเครื่อง 4G ทำให้การเข้าถึงยังอยู่ในวงจำกัด
2.ความจำเป็นในการใช้งาน : ผู้ใช้งานในท้องถิ่นจำนวนมากยังมองว่าความเร็วของ 4G เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น การดู YouTube หรือการใช้แอปพลิเคชั่น LINE
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ความท้าทาย แต่เป็นตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์ที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตมหาศาล ภาคอีสานมีอัตราการเติบโต (Growth Rate) ของผู้ใช้งาน 5G สูงที่สุดในประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าภูมิภาคกำลังจะ “ก้าวข้ามผ่านช่วงรอยต่อ” (Crossing the Chasm) จากกลุ่มผู้ใช้งานยุคแรก (Early Adopters) ไปสู่ตลาดผู้ใช้งานในวงกว้าง (Mass Market) โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือ “ราคาเครื่อง 5G ที่เริ่มปรับตัวลดลง” ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น
แม้ว่าการใช้งานในระดับผู้บริโภคทั่วไปจะยังอยู่ในช่วงของการเติบโต แต่โครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างประโยชน์ในภาคส่วนเศรษฐกิจหลักของภูมิภาคแล้ว
สู่เศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ ของ “อีสาน”
“วิศรุต” ชี้ภาพใหญ่ว่าโครงข่าย 5G ที่อัพโหลดแรงขึ้นนี้สนับสนุนภูมิทัศน์เศรษฐกิจอีสานที่กำลังเปลี่ยนผ่านได้อย่างไร
เขาเน้นย้ำว่าตอนนี้ ศักยภาพของอีสานหลากหลายเกินกว่าภาคเกษตรกรรมมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่างที่ราบสูงและที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ เช่น แอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ความหลากหลายทางกายภาพนี้ได้หล่อหลอมให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีมิติและแข็งแกร่งหลายด้าน เช่น
1.การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ภาคอีสานเป็นขุมทรัพย์แห่งเทศกาลและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ สะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์
2.ประเพณีและวัฒนธรรม : งานผีตาโขน ที่จังหวัดเลย, งานไหลเรือไฟ ที่จังหวัดนครพนม และงานแห่เทียนเข้าพรรษา ที่จังหวัดอุบลราชธานี ล้วนเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อย่าง ภูกระดึง และทิวทัศน์ริม แม่น้ำโขง เป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมเสมอมา รวมถึงแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณสถานปราสาทหินพิมาย พระธาตุพนม และการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาอย่าง คำชะโนด และถ้ำนาคา ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวสายศรัทธา

การผงาดขึ้นของศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์แห่งอนาคต
นอกเหนือจากการท่องเที่ยว ภาคอีสานกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหมุดหมายทางภูมิรัฐศาสตร์โลจิสติกส์แห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) โดยมีนิคมอุตสาหกรรมหลัก 2 แห่ง คือ นิคมโคราช และแห่งใหม่ล่าสุดที่อุดรธานี ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีได้รับการวางตำแหน่งให้เป็น “Geostrategic Pivot” แห่งใหม่ ด้วยที่ตั้งบนเส้นทางโครงการรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ สู่หนองคาย ทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมต่อการขนส่งและฐานการผลิตไปยัง สปป.ลาว และจีนตอนใต้ กลายเป็นทางเลือกการขนส่งทางบกที่ทรงประสิทธิภาพ ทดแทนเส้นทางเดินเรือแบบดั้งเดิม
ข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ การเป็นศูนย์กลางที่สามารถพักและส่งต่อสินค้าได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางศุลกากรที่ซ้ำซ้อน ทำให้การขนส่งเป็นไปอย่างรวดเร็วและคล่องตัว วิสัยทัศน์นี้ดึงดูดนักลงทุนจากจีนให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
และการที่ AIS ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกแบบ Exclusive แต่เพียงผู้เดียว ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อถือได้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้กลยุทธ์นี้เกิดขึ้นได้จริง
การบรรจบกันของศักยภาพเชิงกายภาพและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง กำลังเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาคไปสู่อนาคต

ฮับโครงข่ายสีเขียว (Green Energy)
นอกจากนี้ภูมิศาสตร์ของอีสานยังมีความสำคัญ เพราะเหมาะกับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างยิ่ง ซึ่ง AIS มีการริเริ่มใช้พลังงานสะอาดเหล่านี้มาใช้กับสถานีฐาน เพื่อสร้างโครงข่ายสีเขียวเพิ่มขึ้น
แต่ “ไม่ใช่การลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุน” ผู้บริหาร AIS ย้ำ “เพราะการสร้างโครงข่ายสีเขียวใช้เงินทุนและต้องอัพเกรดอุปกรณ์ตลอด ดังนั้นนี่เป็นเรื่องของการสร้างโครงข่ายเพื่อโลก และรักษาสิ่งแวดล้อม”
การพัฒนาโครงข่ายสีเขียว (Green Network) เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ AIS ซึ่งอยู่ภายใต้กลยุทธ์สร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Act on Climate)
นอกจากนี้ การพัฒนา 5G ยังช่วยให้ใช้ทรัพยากรคลื่นอย่างคุ้มค่าโดยไม่ต้องเพิ่มสถานีฐานจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้ลดพลังงานและคาร์บอนฟุตพรินต์
ภาคอีสานถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทยในการเป็น ต้นแบบ Green Network ของประเทศ เนื่องจากความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ที่เป็นพื้นที่ที่ได้รับรังสีดวงอาทิตย์ความเข้มสูง และได้รับแสงแดดยาวนานกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งเอื้อต่อการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์อย่างยิ่ง และการลงทุนใน Green Network ยังช่วยให้ AIS สามารถให้บริการในพื้นที่ห่างไกลที่ ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงได้
นับจากปี 2020 มีการติดตั้งสถานีฐานที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคอีสานไปแล้วกว่า 5,061 แห่ง หรือมากกว่า 5,000 จุดทั่วอีสาน ตัวเลขนี้คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของการติดตั้งทั้งหมดทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวน 15,458 แห่ง
นอกจากสถานีฐานแล้ว Data Center ที่จังหวัดขอนแก่น ยังได้ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้เกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งหมด
การดำเนินการติดตั้ง Green Network ในภาคอีสานส่งผลให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาคอีสานเพียงภูมิภาคเดียว สามารถช่วย ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10,761 ตันต่อปี คือ 9,067 ตันจากพลังงานหมุนเวียน และ 1,694 ตันจากการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
การลดคาร์บอนดังกล่าวถือเป็นการลดที่ “จับต้องได้” และเป็นรูปธรรมที่สุดอีกโครงการหนึ่งในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย
นอกจากนี้ AIS ยังมีการนำ AI for Network เข้ามาผสานกับระบบ 5G เพื่อช่วยในการบริหารจัดการเครือข่ายอัตโนมัติ และช่วยในการบริหารจัดการพลังงานเพิ่มเติม บนพื้นฐานของการขับเคลื่อนเครือข่ายสีเขียว ในระยะยาว องค์กรยังวางบทบาทให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้ ช่วยให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 10 เท่า เช่น การประชุมออนไลน์, การขนส่ง และการแพทย์ทางไกล

ยูสเคส AIS กับการพัฒนาเศรษฐกิจอีสาน
ผู้บริหาร AIS ยังด้ยกตัวอย่างด้วยว่า การใช้ประโยชน์จากโครงข่ายมาส่งเสริมเศรษฐกิจที่นอกเหนือจากการใช้งานดาต้าทั่วไปแล้วยังการส่งเสริมนวัตกรรมโดยตรง
ด้วยหัวใจสำคัญของเทคโนโลยี 5G ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างโซลูชั่นที่สามารถแก้ปัญหาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม กรณีศึกษาต่อไปนี้คือโครงการนำร่องเชิงยุทธศาสตร์ (Proof-of-Concept) ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงบทบาทของ 5G ในฐานะเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของภาคอีสาน
ตัวอย่างเช่น ด้าน Smart Farming AIS 5G Solution ได้ร่วมมือกับบริษัทคูโบต้า ในโครงการ “Smart Farm” หรือ “Intelligent Farm” ที่จังหวัดมหาสารคาม เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของภูมิภาค
โดยมีหลักการทำงาน ทั้งการติดตั้ง Smart Sensor และกล้องประสิทธิภาพสูง เพื่อตรวจจับและรวบรวมข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ภายในแปลงเกษตรหรือโรงเรือนอัจฉริยะ การวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้ร่วมกับข้อมูลสภาพภูมิอากาศแบบเรียลไทม์ และมีการควบคุมอัตโนมัติ : ระบบจะสั่งการเพื่อควบคุมปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น ปริมาณน้ำ, แสง, อุณหภูมิ และความชื้น ให้มีความเหมาะสมที่สุด
เป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคุมคุณภาพของผลผลิตให้ได้มาตรฐาน และลดต้นทุนในระยะยาว
ในกระบวนการเหล่านี้ ด้วยเทคโนโลยี 5G มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นช่องทางส่งผ่านข้อมูลจำนวนมหาศาลจากเซ็นเซอร์และกล้องได้อย่างรวดเร็วและมีความหน่วงต่ำ (Low Latency) ทำให้ระบบสามารถวิเคราะห์และสั่งการได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที
นอกจากนี้ ยังมีในด้านโลจิสติกส์และอุตสาหกรรม โดย AIS ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดตั้งโครงการ Sandbox เพื่อศึกษา และทดลองใช้ “โดรนเพื่อการขนส่ง” (Drone Delivery) ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำหรับอนาคตของระบบโลจิสติกส์
โดยเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก และความปลอดภัยของข้อมูล จากการควบคุมโดรนและการส่งข้อมูลสำคัญจะดำเนินการผ่านเครือข่าย 5G ส่วนตัว (Private Network) ของ AIS โดยตรง ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่าการส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญทางการค้าจะรั่วไหลหรือถูกโจมตีทางไซเบอร์