ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) กำลังลุกเป็นไฟ จากวิกฤตชิปขาดตลาดที่วนกลับมาอีกรอบ หลังจากในช่วงโควิด-19 เกิดกับ “การ์ดจอ” ที่มีการกว้านซื้อไปขุดคริปโตเคอร์เรนซี
อย่างไรก็ตาม ในรอบนี้เป็น Memory Chip ชิปหน่วยความจำ ทั้งแบบ DRAM และฮาร์ดดิสก์โซลิดสเตต (SSD) จากการที่ผู้ผลิตชิปความจำหันไปผลิตชิ้นส่วนให้ดาต้าเซ็นเตอร์บีบคั้นให้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทั้งโน้ตบุ๊ก แท็บเลต และรวมถึงสมาร์ทโฟน แบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาวะของขาดตลาดยกแผง
“วรพจน์ ถาวรวรรณ” ผู้จัดการทั่วไปประจำไทย และภูมิภาคอินโดจีน เลอโนโว (Lenovo) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าในช่วงปี 2568 ราคาหน่วยความจำพุ่งสูงถึง 300% ทำให้บริษัทต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และส่งผลให้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 สินค้าทุกเซ็กเมนต์ปรับราคาขึ้นราว 10-20%
“สต๊อกสินค้าเดิมที่มีขายออกหมดแล้ว การปรับขึ้นนี้น่าจะเท่ากันทั้งตลาดเพราะทุกคนเจอปัญหาเดียวกัน และจะไม่ปรับลดลงเป็นเวลาอย่างน้อย 9 เดือน”
อย่างไรก็ตาม “วรพจน์” มองว่า AI PC จะยังเป็นแนวโน้มที่เติบโตได้ต่อ เมื่อทุกคนรู้แล้วว่าราคาไม่ลดง่าย ๆ แต่ยังจำเป็นต้องอัพเกรดเครื่องใหม่ให้ซัพพอร์ตกับซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ ๆ คาดว่าความต้องการของตลาดจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังไตรมาสแรก ในขณะเดียวกัน การปรับขึ้นราคาของคอมพิวเตอร์พีซีทั่วไปได้ส่งผลให้ส่วนต่างราคากับ AI PC ลดน้อยลง กลายเป็นปัจจัยเร่งให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อ AI PC มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สัดส่วนยอดขาย AI PC ของเลอโนโวเติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 5% เพิ่มขึ้นเป็น 20% ของพอร์ตโฟลิโอ ณ สิ้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว คาดการณ์ว่าภายในปีนี้ สัดส่วนดังกล่าวจะเติบโตถึง 30% และอาจสูงถึง 50% เป็นการเติบโตที่เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ส่วนธุรกิจ Client (PC) เติบโตประมาณ 20% ธุรกิจ Server/Enterprise เติบโต 40% ธุรกิจ Services : เติบโตกว่า 40%
“ผลประกอบการ 3 ไตรมาสแรกสูงเกินเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง คาดว่าธุรกิจไคลเอนต์พีซีอาจเติบโตได้ถึง 30% และธุรกิจ Server ยังคงเติบโตในระดับสองหลัก”
“วรพจน์” กล่าวต่อว่า เลอโนโวมีการปรับตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่มีการปรับสัดส่วนลูกค้า โดยมีลูกค้าองค์กรเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตที่แข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้ง PC, Enterprise และ Services โดยปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อลดการพึ่งพาตลาดผู้บริโภค และหันมามุ่งเน้นการขายโซลูชั่นและบริการมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้ม Hybrid Cloud ที่กำลังเติบโต
“ในการขาดแคลนชิปในช่วงโควิดเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ทำให้เลอโนโวต้องพึ่งพาสัดส่วนจากลูกค้าทั่วไป สูงถึง 50% ของพอร์ตโฟลิโอ แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 25% ที่เหลือเป็น Project, Enterprise และ SMB
ฝั่ง Server ก็โดดเด่นขึ้น โดยเฉพาะจากปรากฏการณ์คลาวด์ล่มติดกันหลายครั้งในปีที่แล้ว เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่กังวลเรื่องความปลอดภัยและความเสถียรของ Cloud เช่น กรณีระบบล่มหรือจอฟ้า เราเสนอทางเลือกให้ลูกค้ามี Server ติดตั้งอยู่ในพื้นที่ของตนเอง แบบ On-premise แต่จ่ายค่าบริการรายเดือนเหมือนการใช้ Cloud ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัย 100% หรือในฝั่งของธุรกิจ Solution ก็มีการคิดเงินแบบ Pay-per-use มีความยืดหยุ่นในการคิดราคา จึงได้รับการตอบรับอย่างดี”