SHARGE-Grab เตรียมทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท สร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “Grab EV” รองรับการให้บริการกับกลุ่มคนขับแกร็บโดยเฉพาะ 40 แห่งทั่วไทย ภายในปี 2570 ชูจุดเด่นชาร์จไวใน 20 นาที ราคาพิเศษเริ่มต้น 6 บาทต่อหน่วย ลุยนำร่อง 3 สถานีแรกที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และพัทยา
นายพีระภัทร ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SHARGE) กล่าวว่า การลงทุนสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตรเต็มรูปแบบครั้งแรกของ SHARGE ภายใต้ชื่อ “สถานีชาร์จ Grab EV”
บริษัทได้เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 400 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสถานีสำหรับคนขับรถแกร็บที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 40 แห่ง ภายในปี 2570 ครอบคลุมทั้งเมืองเศรษฐกิจหลักและเมืองท่องเที่ยวทั่วไทย รองรับการเติบโตของคนขับรถรับจ้างที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และสร้างอีโคซิสเต็มที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ในอนาคต
โดยในเฟสแรกจะพัฒนาสถานีชาร์จนำร่องในเขตกรุงเทพฯ และชลบุรี ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีคนขับแกร็บที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้ากว่า 60% เริ่มต้นจาก 3 ทำเลศักยภาพสูง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และเมืองพัทยา เพื่อรองรับความต้องการในโซนที่มีปริมาณการใช้งานหนาแน่น

ด้านนางสาวปาริฉัตร ศรีวิลัย รองผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารคนขับ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บ ประเทศไทย ได้บุกเบิกและดำเนินโครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มคนขับที่ให้บริการการเดินทางและดีลิเวอรี่เป็นรายแรกมาตั้งแต่ปี 2563 ทำให้ปัจจุบันแกร็บกลายเป็นแพลตฟอร์มเรียกรถที่มีคนขับให้บริการเรียกรถผ่านแอป และฟู้ดดีลิเวอรี่ด้วยรถ EV มากที่สุดนับหมื่นคันทั่วประเทศ
ทั้งนี้ แกร็บได้ผนึกความร่วมมือกับ SHARGE ในการสร้างสถานีชาร์จ Grab EV สำหรับคนขับแกร็บโดยเฉพาะ เพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านจำนวนสถานีที่ยังไม่ครอบคลุมในหลายพื้นที่ และระยะเวลาชาร์จ
โดยจุดเด่นของสถานีชาร์จ Grab EV ประกอบด้วย
1.คนขับแกร็บรับสิทธิชาร์จในราคาพิเศษ 6 บาทต่อหน่วย (kWh) (จากราคาปกติที่ 6.4-7.6 บาทต่อหน่วย)
2.สถานีชาร์จ Grab EV แต่ละสถานีจะสามารถรองรับการชาร์จพร้อมกันได้สูงสุด 12 คันต่อรอบ และมากกว่า 700 คันต่อวัน ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อ ทุกรุ่น ทุกแบรนด์
3.สถานีชาร์จ Grab EV มาพร้อมกับเทคโนโลยี Fast Charge ชาร์จเต็มไวใน 20 นาที เพื่อให้คนขับบริหารเวลาการรับงานได้ดียิ่งขึ้น
“แกร็บเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้คนขับมีความมั่นใจในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น”