15-1Pay-Per-Use
หลังโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ต้องเปิดเวทีให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ที่เหมารวม “เอไอ Pro-Premium” มูลค่า 1.6 พันล้านบาท อีกครั้ง พร้อมกับยกทีมกันมาแจกแจง ทั้งฝั่งภาครัฐนำโดย กระทรวงดีอี ตั้งแต่รัฐมนตรีดีอี, ปลัดดีอี, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะผู้จ้าง รวมถึงตัวแทนจากผู้รับจ้างหรือกิจการร่วมค้า TH และเจ้าของโมเดลเอไออย่างไมโครซอฟท์
ปลัดดีอีนำทีมชี้แจง
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงเบื้องต้น ระบุว่า โมเดลเอไอที่ผู้รับจ้างรวบรวมมามีมากถึง 31 โมเดล จาก 14 ค่ายเอไอชั้นนำ ซึ่งส่วนสำคัญคือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ และการเก็บเครดิตคะแนนเพื่อใช้งาน ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 10 เท่า รวมถึงโชว์แพลตฟอร์มต้นแบบพร้อมเปิดให้ใช้งานเป็นหน้าต่างเชื่อมกับ ThaiD ทั้งเครื่องมือเอไอ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ และค่าการใช้งาน 27 บาทต่อคนต่อเดือน
ขณะที่การเหมาแพ็กเกจลักษณะนี้อย่างเอกชนค่ายมือถือโดยเฉลี่ยแล้วมีค่าใช้จ่ายราว 259 บาทต่อคนต่อเดือน
ปลัดดีอียังระบุด้วยว่า เมื่อพิจารณาเรื่องความคุ้มค่า ถ้าโครงการนี้ไม่ผ่านต่อไปคงไม่มีโครงการรัฐไหนผ่านอีก เพราะคิดเรื่องความคุ้มค่า ต่ำกว่าราคาตลาด 10 เท่า ในส่วนการจัดซื้อจัดจ้างแม้เป็นเงินนอกงบประมาณก็ดำเนินการตามขั้นตอน และระเบียบกระทรวงการคลังอย่างถูกต้อง
ด้าน นายเชาวลิต รัตนกรไกรศรี รองกรรมการผู้จัดการ สายงานโซลูชั่นองค์กร บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ชี้แจงประเด็นว่าบริษัทเอไอไม่ทำสัญญากับภาครัฐโดยตรง ให้ทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น ด้วยในอดีตเคยมีบทเรียนจากสัญญาที่ระบุบทปรับที่ไม่มีเพดานสูงสุดที่เคยจัดซื้อกันมาก่อน
ตั้งคำถาม บ.ผูกปิ่นโตรับงาน ?
ความร้อนแรงเริ่มต้นเมื่อเปิดเวทีให้ซักถาม และแสดงความเห็นโดยนายธีรชาติ ก่อตระกูล ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ถาม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดีอี ว่า การดำเนินโครงการ 1.6 พันล้านบาท ให้เสร็จใน 30 วัน และเปิดใช้บริการใน 90 วันนั้นอาจมีการรู้เห็นมาก่อน หรือออกแบบโครงการไว้ล่วงหน้า และถามด้วยว่ารัฐมนตรีมีความรู้จักและสนิทสนมกับกลุ่มทุนผู้ได้รับงานในโครงการนี้ เป็นการ “ผูกปิ่นโต” สีน้ำเงินหรือไม่
และยังถามถึงความเหมาะสมของ TOR ที่กำหนดตัวเลข 500,000 ครั้งต่อชม. ด้วยว่าการใช้เงินจริงจึงอาจมีต้นทุนราว 300 ล้านบาท
ขณะที่นายไชยชนกยอมรับว่ารู้จักคนในบริษัทผู้รับงาน แต่ในชีวิตการทำงานที่ผ่านมาย่อมเป็นธรรมดาที่รู้จักผู้คนในแวดวงธุรกิจ แต่ย้ำว่าการทำโครงการและการจัดซื้อจัดจ้างเป็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ และข้าราชการในกระทรวง ตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง
น.ส.พาขวัญ วงศ์พลทวี กรรมการ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ผู้ชนะโครงการ ชี้แจงกรณีตัวเลขที่ปรากฏในสื่อว่าต้นทุนอาจอยู่ราว 300 กว่าล้าน ไม่เป็นความจริง
“ตัวเลขดังกล่าวน่าจะมาจากการคำนวณโดยตั้งสมมติฐานจากจำนวนผู้ใช้ 500,000 ต่อชม. หารด้วย วินาทีจากนั้นนำไปคูณกับระยะเวลาอัตราค่าบริการเอไอระดับต่ำสุด วิธีคิดดังกล่าวเป็นเพียงการจำลองสถานการณ์”
ปลัดดีอี กล่าวด้วยว่า 500,000 คนต่อ ชม. เป็นขั้นต่ำ แต่ได้ระบุว่าต้องให้ใช้พร้อมกันให้ได้ 5ล้านราย หากไม่ได้ต้องมีบทปรับผู้รับงาน
ปรับเปลี่ยน สู่ Pay Per Use
นายพชร ระบุด้วยว่า หลังการรับฟังความคิดเห็นรอบนี้จะมีการปรับปรุงเงื่อนไขบางส่วนของสัญญาต้องการเร่งให้เสร็จภายใน 1 ก.ค. 2569
ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการรับฟังความเห็นในครั้งนี้เห็นว่าทางกระทรวงดีอีมีท่าทีอ่อนลง จากที่เคยมุ่งเดินหน้าทำโครงการนี้ให้สำเร็จ ขณะที่หลายภาคส่วนต้องการให้ยกเลิกโครงการ แต่แนวโน้มดูเหมือนว่าจะไปทางที่สอง คือ ปรับเปลี่ยน และมีตั้งคณะกรรมการและเปิดให้ประชาชนทั่วไปตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส ติดตามยอด-ประเมินผลการใช้งานเอไอ
“ควรให้สมาคมผู้ประกอบการ AI และสภาดิจิทัลฯ เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ และต้องปรับวิธีคิดของโครงการใหม่ เพราะผู้ที่มาแสดงความเห็นเป็นผู้ที่เข้าใจอุตสาหกรรมจริง และสามารถช่วยออกแบบแนวทางที่ตอบโจทย์ระบบนิเวศ AI ของประเทศได้มาก”
นอกจากนี้ ยังขอให้เปิดเผยรายละเอียดแผนดำเนินงานเพื่อให้เห็นชัดว่าแพลตฟอร์ม AI Passport มีบริการมากกว่าเงื่อนไขขั้นต่ำใน TOR มากน้อยเพียงใด ด้วยคำชี้แจงของผู้แทนบริษัท ผู้ให้บริการระบุว่าระบบจะมีสเป็กสูงกว่า TOR หากเปิดข้อมูลเหล่านี้ได้จะช่วยคลายข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่าของเงิน 1.6 พันล้านบาท
ปลัดดีอี กล่าวว่า ขณะนี้ต้องพิจารณาปรับปรุงโครงการตามนโยบายของ รมว. ดีอี และว่า หากโครงการนี้ถูกยกเลิกโครงการลักษณะเดียวกันอาจไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าในรัฐบาลใด ทั้งที่ประเทศไทยอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านด้าน AI แม้การยกเลิกเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด แต่หากตกลงกันไม่ได้คู่สัญญาอาจใช้สิทธิฟ้องร้อง และต้องไปพิสูจน์ความเสียหายในศาลทำให้กระบวนการยุ่งยากมากขึ้น
“ตอนนี้มี 2 ทาง คือ เดินหน้าต่อแบบปรับปรุงให้สมบูรณ์ที่สุด หรืออีกทางคือยกเลิกโครงการ กระทรวงรับข้อเสนอแนะและข้อสังเกตจากเวทีทั้งหมดไปพิจารณา”
โดยเฉพาะหลักการใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น หรือ Pay-Per-Use ที่ช่วยให้งบประมาณแผ่นดินคุ้มค่า หากมีประชาชนเข้าใช้งานไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านคน รัฐจะชำระเงินตามจำนวนการใช้งานที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น โดยจะจัดทำเอกสารแนบท้ายสัญญา เพื่อระบุหลักเกณฑ์การจ่ายเงินตามความสำเร็จของงาน หรือ Success Fee ให้ชัดเจน
และว่ายังคงเกณฑ์ผู้มีสิทธิใช้งานคือประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยจะเปิดให้รับสิทธิแบบ “มาก่อนได้ก่อน” มีการตั้งกรรมการขับคู่ขนานรวมเอาภาครัฐและเอกชน มาช่วยบริหารสิทธินี้
“กรณีที่จ่ายเงินตามใช้จริงนั้น เป็นไปได้ เรียกว่าการจ่ายค่าตอบแทนตามความสำเร็จของงาน เป็นเรื่องปกติ ต่อรองกันได้ แต่นี้ทั้งนั้นก็ต้องดูว่าคู่สัญญายอมหรือเปล่าด้วย ส่วนของดีอีมีหน้าที่ทำให้ได้ตามเป้าหมาย”
และว่าตัวคู่สัญญาก็เห็นประโยชน์จากโครงการนี้ถ้าเขาทำสำเร็จ ค่าตอบแทนจากงานไม่เท่าไหร่ แต่สามารถสร้างชื่อเสียงและต่อยอดได้
ความปลอดภัยยังไม่เคลียร์
นอกจากนี้ ยังมีผู้คนในแวดวงเทคโนโลยีร่วมแสดงความเห็นที่น่าสนใจในเรื่องข้อกำหนดเกี่ยวกับความปลอดภัยในการประมวลผล และข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ แม้บริษัทผู้รับงานชี้แจงว่าไม่มีการเก็บข้อมูลการใช้ส่วนบุคคลจะแสดงให้เห็นว่ามีคนไทยใช้กี่คน และใช้ฟีเจอร์อะไรบ้างเท่านั้น
“ตามเงื่อนไขของบริษัทเจ้าของโมเดลเอไอ มีเงื่อนไขให้การเก็บข้อมูลต้องเก็บรักษาไว้บนคลาวด์ในประเทศ”
จึงมีคำถาม คือ การเก็บข้อมูลอยู่ในประเทศจริง แต่การส่งข้อมูลออกไป“ประมวลผล” นั้นอยู่ที่ใด ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าตามเงื่อนไขการใช้งานของ Google หรือ Microsoft แม้จะระบุว่าไม่มีการเก็บ และประมวลผลข้อมูลส่วนตัวเพื่อใช้เทรนเอไอ แต่ระบุว่าข้อมูลต้อง “ส่ง” ไปประมวลผลก่อน ซึ่งในประเด็นนี้บริษัทผู้รับงานยังไม่มีคำตอบ และว่าจะกลับไปทบทวนเงื่อนไขประมวลผลข้อมูลอีกครั้ง