‘หัวเว่ย คลาวด์’ ชี้ทิศทางไอทีภาครัฐ ย้อนศร Legacy Apps ดัน Agentic AI รื้อระบบ E-Office
‘หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย’ ชี้โจทย์ทรานส์ฟอร์มไอทีภาครัฐก้าวข้ามแชตบอต Generative AI สู่ ‘Agentic AI’ ดันระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะคิด-วิเคราะห์-สั่งการอัตโนมัติ หวังแก้ปัญหาวิกฤตระบบเก่าหมักหมม พร้อมเปิดแพลตฟอร์ม AgentArts และ CodeArts Agent ช่วยย้ายระบบสู่คลาวด์ ตั้งเป้าลดภาระงานเขียนโค้ดซ้ำซ้อน 40% ปรับโครงสร้างบริการภาครัฐ
นายสุรศักดิ์ วนิชเวทย์พิบูล หัวหน้าฝ่ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า การพัฒนาทางเทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็น Generative AI ที่เน้นการสร้างข้อความหรือโต้ตอบสนทนา เข้าสู่รูปแบบ Agentic AI ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกพัฒนาให้มีความจำระยะยาว มีขีดความสามารถในการวางแผน วิเคราะห์ ตัดสินใจ และประสานงานระหว่างระบบเพื่อทำภารกิจที่ซับซ้อนโดยอัตโนมัติ
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวส่งผลต่อการปรับรูปแบบระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ (E-Office) และบริการภาครัฐ (E-Government) จากเดิมที่เป็นการแปลงเอกสารกระดาษให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล มาเป็นการนำ AI Agent เข้ามาช่วยลดขั้นตอนงานธุรการ คัดกรองเอกสาร จัดลำดับความสำคัญ และสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกแก่เจ้าหน้าที่เพื่อเพิ่มความเร็วในการดำเนินงาน
ชี้โจทย์ติดล็อก Legacy Apps เปิดทางแพลตฟอร์มช่วยย้ายระบบ
ในทางปฏิบัติ การยกระดับเทคโนโลยีภาครัฐยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดจากโครงสร้างระบบเทคโนโลยีเดิมที่ใช้งานมานาน รวมถึงระบบที่ขาดการอัพเดตและดูแลรักษา (Legacy Applications / Zombie Apps) ความท้าทายของภาครัฐจึงอยู่ที่การย้ายระบบ การสร้างระบบอัตโนมัติ และการปรับปรุงสถาปัตยกรรมไอทีเดิมให้สามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี AI ได้โดยไม่กระทบต่อการให้บริการประจำวัน
เพื่อรองรับโจทย์ดังกล่าว หัวเว่ย คลาวด์ ได้นำเสนอแพลตฟอร์มสำหรับการพัฒนาระบบ ได้แก่
- AgentArts Platform : แพลตฟอร์มพัฒนาและดูแลรักษา AI Agent ครอบคลุม AgentStudio สำหรับสร้าง AI Agent ด้วยภาษาธรรมชาติ, AgentSphere ระบบ Runtime และ AgentOps สำหรับการกำกับดูแลและติดตามการทำงาน end-to-end
- CodeArts Agent : เครื่องมือช่วยพัฒนาระบบซอฟต์แวร์สำหรับสร้างโค้ด อัพเกรดระบบเดิม ตรวจสอบความปลอดภัย โดยระบุว่าสามารถลดภาระงานเขียนโค้ดซ้ำซ้อนได้ถึง 40% เพื่อช่วยเร่งการย้ายระบบ Legacy ไปสู่ระบบคลาวด์
นอกจากนี้ การใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวยังมีการทำงานร่วมกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ทั้งโมเดล Pangu และ Open Models ในท้องถิ่น เพื่อนำไปปรับใช้กับกรณีศึกษาต่าง ๆ เช่น แชตบอตบริการประชาชนที่เชื่อมต่อฐานข้อมูล ระบบบริหารเอกสาร E-Office ตลอดจนระบบช่วยวิเคราะห์และอนุมัติสิทธิในภารกิจเฉพาะทางของภาครัฐ