เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“แฮปปี้เฟรช” รีแบรนด์ดึงดูด Millennial ทุ่ม 636 ล้านจากปิด Series C ขยายพื้นที่บริการพัฒนาฟีเจอร์

04 ก.ค. 2562 | 21:05น.

“แฮปปี้เฟรช” สตาร์ตอัพ grocery delivery แดนอิเหนา โชว์ยอด 636 ล้านบาทปิด Series C ลุยขยายพื้นที่บริการเร่งพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ พร้อมปรับโฉมทั้งโลโก้และมาสคอต ดึงดูด Millennial ย้ำจุดแข็ง “คัดสรรความสด ส่งตรงถึงมือ”

นายเดวิด ลิม รองประธานกรรมการฝ่ายการตลาด  บริษัท แฮปปี้เฟรช จำกัด ผู้ให้บริการส่งอาหารสด-ของใช้ประจำวัน (grocery delivery) ภายใต้แบรนด์ HappyFresh เปิดเผยว่า  ได้ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่เพื่อช่วยให้ร้านค้าปลีกเจาะตลาดลูกค้ากลุ่ม Millennial ให้ดียิ่งขึ้นอีก หลังจาก HappyFresh ได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ  สู่การเป็นผู้นำแพลตฟอร์มส่งของสดของใช้ออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“กลุ่ม Millennial เป็นเจเนอเรชั่นนี้ที่มีความต้องการในด้านคุณภาพและบริการสูง โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ การรีแบรนด์ครั้งนี้ บริษัทฯ ได้วิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่รักความสะดวกสบาย จากแนวคิด “จัดส่งถึงมือ ให้ชีวิตง่ายขึ้น” ซึ่งช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุดอีกด้วย”

และนอกจากการจัดแคมเปญตลาดรวมถึงการพัฒนาระบบการจัดส่งให้รวดเร็วแม่นยำขึ้นไปอีกนั้น  นายโรนัลด์ ชาน กรรมการผู้อํานวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทแฮปปี้เฟรช กล่าวว่า ได้มีการพัฒนาฟังก์ชันแชทที่มีระบบแปลภาษาให้อัตโนมัติภายในแอปพลิเคชันสำหรับลูกค้า เพื่อเป็นช่องทางติดต่อกับพนักงานเลือกสินค้าในกรณีสินค้าที่เลือกหมด ซึ่งเป็นประโยชน์มากกับลูกค้าชาวต่างชาติ

ทั้งยังยกระดับประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่ง เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพความสดใหม่ของสินค้า นอกเหนือจากการใช้กล่องรักษาอุณหภูมิบนรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อป้องกันสินค้าจากอากาศร้อนหรือฝน เช่น  การใช้ถุงรักษาอุณหภูมิกับสินค้าประเภทแช่แข็งและอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงแช่เย็น  รวมถึงใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างกล่องกระดาษลูกฟูกและถุงพลาสติกย่อยสลายได้ 100% ในกระบวนการจัดส่งสินค้า โดยจะเริ่มต้นที่อินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย ภายในสิ้นปีนี้

ขณะเดียวกันยังนำเงินที่ได้จากการระดมทุนในระดับ Series C ด้วยเงินสนับสนุนการลงทุนกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 636 ล้านบาทนี้ จาก Mirae Asset-Naver Growth Fund และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อื่นๆ อย่าง LINE Ventures Singha Ventures และ Grab Ventures เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ใช้สำหรับการขยายพื้นที่ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนฟังก์ชันเฉพาะทางต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การรวมช่องทางสื่อสารต่างๆ รวมกันเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค (Omnichannel) อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สตาร์ตอัพ