Skip to content

ส่องเทรนด์ AgTech ต่อยอดศักยภาพเกษตรกรไทย

08 ส.ค. 2562 | 11:55น.
ส่องเทรนด์ AgTech ต่อยอดศักยภาพเกษตรกรไทย

ผ่านไปแล้วสำหรับงาน “สตาร์ตอัพไทยแลนด์ 2019” ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมกับ 8 พันธมิตร จัดขึ้น โดยมีวิทยากรชั้นนำมาแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งเวที AgTech (agriculture technology) เป็นอีกหนึ่งที่มีผู้สนใจล้นหลาม

“ผศ.ดร.สิริวัฒน์ สาครวาสี” อาจารย์ประจำคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้กล่าวถึง “เทรนด์” ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศ ที่

“สตาร์ตอัพ” ควรเข้ามาร่วมต่อยอดใช้ไอทีน้อยฉุดศักยภาพเกษตรไทยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้วิเคราะห์นวัตกรรมด้านการเกษตรในปีที่แล้ว พบว่า ประสิทธิภาพของแรงงานไทยในภาคการเกษตรยังน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ความหนาแน่นของเครื่องจักรต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ ไทยอยู่ที่อันดับ 36 ของโลก ถือว่าไม่เลว แต่ที่ประสิทธิภาพต่ำเพราะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศน้อยเกินไป

“ตัวเลขจากหน่วยงานที่ให้ทุนสนับสนุนเรื่องนี้โดยตรงอย่าง สำนักงานพัฒนาการวิจัยด้านการเกษตร และจำนวนผู้ขอยื่นจดสิทธิบัตร มีแค่ 2 รายการเท่านั้นที่กล่าวถึงธุรกิจเกษตรดิจิทัล ธุรกิจบริการด้านการเกษตร และธุรกิจการจัดการฟาร์มสมัยใหม่ ถือว่าน้อยมาก”

ฉะนั้น ปัญหาของ AgTech ในไทย คือ ประสิทธิภาพแรงงานต่ำ และไม่มีความหลากหลายในเชิงนวัตกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทุกประเทศที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนเร็วมาก ถ้าไม่มีศักยภาพที่หลากหลายในการปั้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะทำให้ประเทศไทยลำบาก จำเป็นต้องมีการพัฒนานโยบายที่จะสนับสนุนให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้และหลากหลายมากขึ้น แต่จะต้องมั่นใจว่าเดินไปในทิศทางที่เหมาะสมและถูกต้อง

โดยเมื่อมีการศึกษาร่วมกับ NIA เพื่อมองอนาคตให้ชัดเจนว่า อะไรกำลังจะเกิดขึ้นในภาคการเกษตร บนพื้นฐานของ “อนาคตศาสตร์” พบเทรนด์สำคัญ ดังนี้

เทรนด์อัตโนมัติ-AI

1.กลุ่มธุรกิจเกษตรดิจิทัล มีเทรนด์สำคัญ คือ “เกษตรอัตโนมัติ” ที่จะเป็นเทรนด์ใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก จากปัญหาขาดแคลนแรงงาน การอพยพของคนเข้าสู่เมือง และการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

“การวิเคราะห์ภาพถ่ายและข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ล่าสุด IBM เพิ่งเปิดตัวระบบพยากรณ์อากาศโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ ทำให้สามารถพยากรณ์ได้ในพื้นที่ในระดับ 3 ตร.กม. ซึ่งละเอียดกว่าระบบเดิมมาก คือถึงขั้นระบุได้ว่าพื้นที่ใดจะเกิดฟ้าผ่า ขณะที่การวิเคราะห์ภาพถ่ายเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการใช้หุ่นยนต์เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต

“บล็อกเชน” ปัจจุบันกำลังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของอาหารอย่างมาก ในรายงานของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร เริ่มมีการพูดถึงบล็อกเชนในการสร้างความน่าเชื่อถือ

ของอาหารให้มากขึ้น ซึ่ง IBM เป็นรายแรก ๆ ที่เปิดตัว IBM Food Trust แพลตฟอร์มบล็อกเชนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางการผลิตของอาหารได้ และยังมีบริษัทในแคนาดาที่ทำระบบบันทึกรหัสพันธุกรรมของกัญชาลงในบล็อกเชน ป้องกันปัญหาการขโมยสายพันธุ์

“digitize” การนำข้อมูลเกี่ยวกับ “กลิ่น-รส” เข้าสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งในไทยเองก็มีการพัฒนา “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” อยู่พอสมควร แต่ยังมีราคาแพงและดูแลรักษายาก ล่าสุดมีสตาร์ตอัพ “อโรมิกซ์”

สร้างชิปที่เก็บข้อมูลกลิ่น ที่สามารถใส่ในเครื่องเพื่อแปลงเป็นข้อมูลกลิ่นดิจิทัล เพื่อเทียบในฐานข้อมูลได้ เป็นโซลูชั่นใหม่ทดแทนการซื้อราคาแพง

ส่งด่วน-Niche มาแรง

2.กลุ่มธุรกิจบริการด้านการเกษตร เทรนด์แรก คือ “แพลตฟอร์มส่งด่วน” ที่จะส่งสินค้าด้านอาหารและผลผลิตทางการเกษตรแบบด่วน ข้อมูลของยูโรมอนิเตอร์ที่สำรวจเมื่อต้นปีพบว่า ผู้บริโภคปัจจุบันต้องการสินค้าและบริการแบบ “ต้องตอนนี้-เดี๋ยวนี้”

ไม่ต้องการรอ ทั้งยังมีผลวิจัยพบว่า ผู้บริโภค

ที่อายุ 30 ปีขึ้นไป เต็มใจจะจ่ายเงินเพิ่มได้เพื่อลดการเสียเวลา อาทิ “มิกซ์เฟรชอีคอมเมิร์ซ” เป็นอีคอมเมิร์ซของจีนที่สามารถส่งผักคะน้าให้ถึงมือลูกค้าได้ภายใน 2 ชั่วโมง และเป้าหมายในอนาคต คือ 30 นาที เป็นอีกเทรนด์ที่น่าสนใจ

“ระบบขนส่งอัตโนมัติ” ที่จะส่งไปถึงลูกค้าปลายทาง อาทิ ในสหรัฐอเมริกา จะมีหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติที่จะนำอาหารที่ลูกค้าสั่งซื้อวิ่งไปส่งให้ถึงบ้าน โดยจะส่งสัญญาณแจ้งไปยังโทรศัพท์มือถือเมื่อของมาถึง เพื่อให้เดินมาเปิดกล่องหยิบสินค้าออกไป

“แชริ่งอีโคโนมี” หรืออูเบอร์เวอร์ชั่นเกษตร คือการนำรถไถ อุปกรณ์ทางการเกษตรมาแชร์กันใช้

“แชตบอต” ที่ใช้ประโยชน์ได้มาก ในภาคเกษตรสามารถนำมาใช้เพื่อบริการลูกค้า ตอบคำถาม ให้คำแนะนำ รับคำสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์

“niche agriculture” ที่จะรองรับพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่มีความเฉพาะกลุ่ม อาทิ ประชากรที่ไม่กิน

เนื้อสัตว์เมื่อ 4-5 ปีก่อนอยู่ที่ 1% แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 6% จึงเป็นเทรนด์ที่คนจับตามองตลาดเกิดใหม่กลุ่มนี้ ซึ่งยังขาดการเซอร์วิสในอาหารเฉพาะกลุ่มแบบนี้ค่อนข้างมาก

Plant Factory เป็นกระแสหลัก

3.ธุรกิจการจัดการฟาร์มสมัยใหม่ เทรนด์แรก “vertical farm” หรือฟาร์มแนวตั้งที่จะมีขนาดใหญ่กว่าเดิม หลังจากที่สตาร์ตอัพด้านเกษตรสามารถระดมทุนได้จำนวนมาก จึงจำเป็นจะต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมถึงเทรนด์ “plant factory”

ระบบการปลูกพืชที่ควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งในต่างประเทศได้มีการพัฒนาจนทำให้เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองได้แล้ว อาทิ การสร้าง plant factory ในพื้นที่ใต้สถานีรถไฟใต้ดินของญี่ปุ่น ที่เกิดจากแนวคิดของบริษัทรถไฟใต้ดินที่ต้องการใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ มาใช้ในการขายผักส่งให้กับโรงแรมได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ IKEA ก็จะทำเฟอร์นิเจอร์รองรับการปลูกผักในเมืองมากขึ้น

รวมถึงการใช้ plant factory สำหรับการเพาะปลูกพืชสมุนไพรมูลค่าสูง ซึ่งองค์การเภสัชกรรมเริ่มใช้กับการปลูกกัญชาแล้ว และเทรนด์ “ฟาร์มเลี้ยงแมลงแบบปิด” เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือก มีธุรกิจที่สกัดน้ำมันจากแมลงเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารของคนและสัตว์

นอกจากนี้ ยังมีเทรนด์ “harvest on demand” ซึ่งเริ่มแล้ว อย่างในบริษัทจากเยอรมนี “ฟาร์มเมอร์คัพ” จะส่งผักให้ลูกค้าทั้งต้น เมื่อจะกินค่อยเก็บเอง เพื่อให้ได้ผักที่สดที่สุด ที่น่าสนใจเพราะธุรกิจฟาร์มไม่ค่อยมีนวัตกรรมในแง่ของโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ มานานแล้ว รวมถึง “การปรับปรุงพันธุ์พืชในฟาร์มสมัยใหม่” เพื่อให้ทนทานต่อการปลูกในโรงเรือนสมัยใหม่

“บางอย่างที่เป็นไปไม่ได้ ความจริงมันเป็นไปได้แล้ว คุณค่าของการมองอนาคตและการวิเคราะห์ อยู่ที่การมองเห็นได้ก่อนที่จะกลายเป็นกระแสหลัก ยิ่งมองไกลเท่าไร ในหลายกรณียิ่งน่าตลกขบขัน แต่เกิดขึ้นได้จริง ขณะเดียวกันการมองเทรนด์เป็นสิ่งสำคัญก็จริง

แต่ทุกคนก็มีสิทธิ์จะสร้างเทรนด์ของตัวเองขึ้นมาได้เหมือนกัน ฉะนั้นแทนที่จะมากังวลเรื่องอนาคต บางครั้งเราอาจจะกำหนดอนาคตได้ด้วยการสร้างขึ้นมาเอง”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เกษตรกรไทย