เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ถอดรหัส เนคเทค De Facto พลิกงานวิจัยสู่การใช้งานจริง

27 ก.ค. 2565 | 22:00น.
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย

สัมภาษณ์

ถ้าเปิดดูข้อมูลบนเว็บไซต์ขององค์กร เพื่อหาจุดตั้งต้น และพันธกิจในการก่อตั้ง “เนคเทค” หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ จะพบคำอธิบายว่า เป็นองค์กรวิจัยที่ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในสาขาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างผลงานที่เป็นเลิศ เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

จากจุดเริ่มต้นในปี 2529 ตลอด 36 ปีและในวาระที่ 2 ในตำแหน่งผู้อำนวยการ “เนคเทค-ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย” กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ต้องการเปลี่ยนเนคเทคจากผู้วิจัย เป็นผู้ผลักดันนโยบาย และผู้สร้างระบบนิเวศของการใช้เทคโนโลยีไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถใช้งานได้จริง (De Facto Platform)

“ถ้าจะให้ผลักดันเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง เราจะเจอทางตัน เพราะคนเรามีน้อย มีแค่ 580 คน เป็นนักวิจัย 400 คน ขณะที่กำลังสำคัญที่จะนำเทคโนโลยีไปใช้คือภาคเอกชน”

จึงต้องทำให้เป็น “open innovation” ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

มุ่ง Open Innovation

โดยหาทุนวิจัยจากเอกชนที่เห็นประโยชน์จาก open innovation

“องค์กรสมัยใหม่หันมาสนใจความยั่งยืนและนวัตกรรมมากขึ้น ฉะนั้นการเปิดกว้างทางนวัตกรรมทำไปพร้อมกับธุรกิจได้ คนที่รายได้น้อย หรือสตาร์ตอัพที่เพิ่งเริ่มต้นก็เข้ามาใช้ open innovation ส่วนองค์กรที่มีงบประมาณก็จ้างเนคเทคทำให้ก็ได้”

ดร.ชัยกล่าวว่าที่ผ่านมาตั้งใจว่าเนคเทคจะต้องไม่ใช่ผู้ที่ทำวิจัยอย่างเดียว แต่เป็นผู้ที่สร้างระบบนิเวศการนำงานวิจัยไปใช้ จึงวางแนวทางการทำงานภายใต้กลยุทธ์ที่เรียกว่า 3 เอื้อม

ถอดรหัสกลยุทธ์ 3 เอื้อม

1.เอื้อมบน คือ ขับเคลื่อนด้านนโยบาย

“เราร่วมกับกระทรวงดีอีเอส ผลักดันแผนปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทยกำลังจ่อเข้า ครม. เพื่อวางแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการเอไอให้ไปในทิศทางเดียวกัน”

และผลักดันให้เกิดศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (sustainable manufacturing center : SMC) ที่ EECi อ.วังจันทร์ จ.ระยอง เพื่อขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยเทคโนโลยีมีทั้งไอโอที สมาร์ทแวร์เฮาส์ ยานยนต์ไฟฟ้า การออกแบบมอเตอร์ เป็นสิ่งที่ได้ทำในเชิงนโยบาย ไม่ใช่แค่การเป็นนักวิจัย

ถัดมาเป็น 2.เอื้อมกลางด้านการปฏิบัติการ เน้น open innovation ไม่ว่าสิทธิบัตรหรือเทคโนโลยีใดที่เห็นว่ามีความพร้อม จะเปิดกว้างให้ใช้งาน

โดยในปี 2562 เริ่มนำ AI for Thaiเป็นเทคโนโลยีด้านการประมวลผลภาพ เสียง และภาษาออกมาให้ใช้ ปัจจุบันมีการใช้ 30 ล้านครั้ง นักพัฒนา 6 พันกว่าคน แอ็กทีฟ 1.3 พันคน

ปี 2563 เปิด Netpie เป็น IOT แพลตฟอร์มรองรับเอดจ์คอมพิวติ้ง

ปี 2564 นำระบบเกษตรแม่นยำหรือฟาร์มอัจฉริยะมาใช้งาน handysense.io เป็นบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ควบคุมอุณหภูมิ สั่งให้น้ำให้ปุ๋ย ฮาร์ดแวร์นี้ราคาถูกและใช้งานง่าย

“หลายปีก่อน เนคเทคทำดาต้าแพลตฟอร์มเยอะมาก ทั้ง Thai School Lunch, Agri-map, TP-map จึงนำแพลตฟอร์มข้อมูลทำหมดนี้ออกมาเปิดให้ใช้ฟรี เพื่อให้เกิดดาต้าแพลตฟอร์มใหม่ ขึ้นในประเทศ เราใช้ชื่อว่า open-D (open-d.openservice.in.th) ทำให้มีหลายหน่วยงานมาใช้ เช่น สำนักงานสถิติ และกระทรวง อว.”

ล่าสุด ปี 2565 พัฒนาระบบเกษตรแม่นยำขึ้นใหม่จาก handysense ที่มีราคาถูกให้เป็น WiMarc มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีเอไอตรวจวัดด้วยเซ็นเซอร์แบบเครือข่ายไร้สายควบคุมแปลงเกษตรอัตโนมัติ

เปิดผลงานที่ใช้ได้จริง

จุดแข็งด้านเทคโนโลยีของเนคเทคที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 4 ปีนี้ คือ 1.ด้านการทำเซ็นเซอร์ 2.ด้านการทำระบบและเครือข่าย และ 3.เอไอ/บิ๊กดาต้า ทั้ง 3 ส่วนเกื้อหนุนกันและกัน เมื่อมีเซ็นเซอร์ที่ดี จะส่งข้อมูลที่ดีที่เก็บได้ผ่านระบบและเครือข่ายที่ดีเพื่อเทรนเอไอ แล้วเอไอนั้นจะกลับไปควบคุมเซ็นเซอร์อีกครั้ง

“เรายังมีเทคโนฯพร้อมใช้สำหรับภาคธุรกิจกว่า 269 prototype บทความวิชาการ 302 ชิ้น สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรกว่า 432 รายการ ที่ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงทั้งระดับชาติและระดับสากล”

สำหรับ เอื้อมล่าง คือต้องคิดถึงความยั่งยืนในการพัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่อง ใน 4 ปี ที่ผ่านมาได้ spin off บริษัทออกไป 4 บริษัท ได้แก่

1.บริษัท เอไอไนท์ จํากัด ต่อยอดเทคโนโลยีแปลงเสียงพูดเป็นข้อความภาษาไทย (พาที)

2.บริษัท BIGGO จํากัด ต่อยอดผลงาน open-D : open data service platform พัฒนาระบบรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่

3.บริษัท BrainiFit จํากัด ต่อยอดเทคโนโลยีนิวโรฟีดแบ็ก วิเคราะห์สัญญาณสมองด้วยการทำเกมให้กับผู้ป่วยพาร์กินสัน

และ 4.บริษัท ดาร์วินเทค โซลูชันส์ (ประเทศไทย) จํากัด ต่อยอดผลงาน Thai School Lunch และ KidDiary Platform สําหรับการจัดอาหารและดูแลสุขภาพในสถานศึกษา ซึ่งได้รับความสนใจจากบริษัทต่างชาติ เช่น อายิโนะโมะโต๊ะ ที่ต้องการระบบการจัดการโรงอาหารของเขาเพื่อคำนวณต้นทุนและโภชนาการด้วยระบบดิจิทัล เราจึงได้สปินออฟบริษัทไปต่อยอดดิจิทัลโซลูชั่นด้านการจัดการอาหารในโรงอาหารโดยเฉพาะ

แผน 4 ปีข้างหน้า “De Facto”

เมื่อผลักดันเชิงนโยบาย มีการต่อยอดด้วยบริษัทเอกชนแล้ว เราต้องมาคิดว่า เรื่อง “ความยั่งยืน” จะทำอย่างไรให้ open innovation ที่พัฒนามา มีการใช้งานจริง สร้างระบบนิเวศให้เกิดขึ้นทำอย่างไรให้ใช้ง่าย ทำให้เกิดการใช้เทคโนฯและเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนฯในอนาคตไว้ด้วย

ผมค่อนข้างจะตั้งเป้าหมายแบบก้าวร้าว คือ อยากจะเอา open innovation ที่มีอยู่แล้ว พัฒนาไปเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้จริงระดับชาติ (De Facto Platform) แบบที่คนไทยเมื่อตื่นขึ้นมาต้องใช้เลย อย่างน้อยให้มีปีละ 1 แพลตฟอร์ม ระหว่างปี 2565-2570 จึงนิยาม De Facto Platform ว่าเป็นนวัตกรรมจากงานวิจัยขั้นสูง ตอบปัญหาสังคมจนมีผู้ใช้งานจํานวนมาก มีแนวทางการให้บริการที่ยั่งยืน จะเห็นว่ามีโครงการที่น่าจะต่อยอดเป็น De Facto ได้ 5 โครงการ คือ

1.AI for Thai แพลตฟอร์มบริการปัญญาประดิษฐ์ ต่อยอดให้มีระบบสังเคราะห์ภาพและเสียงเป็นอวตาร ระบบสรุปเนื้อหาข่าว ระบบแปลภาษาไทย-เมียนมา ระบบแยกแยะเสียงผู้พูด ผลักดันให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักทางเอไอ ภายใต้แผนปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ มุ่งสู่ De Facto ภายในปี 2570 ผลักดันให้ระบบเอไอของเราดึงส่วนแบ่งการตลาดจากเจ้าใหญ่อย่าง Google หรือ Amazon ให้ได้

2.TPMAP ขยายผลการใช้งานไปยังศูนย์อํานวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนฯ (ศจพ.) ทั่วประเทศใช้ TPMAP เป็นฐานกลางในการติดตามแก้ไขปัญญาความยากจน

3.KidDiary ต่อยอดจากระบบ Thai School Lunch ระบบแนะนําสํารับอาหารกลางวันสําหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ มีผู้ใช้งาน 58,046 หน่วยงาน ขยายกรอบแนวคิดสู่ระบบ farm-to-school เชื่อมโยงระหว่างโรงอาหารของโรงเรียนและฟาร์มที่อยู่ใกล้เคียงได้โดยไม่ผ่านตัวกลาง

4.Traffy Fondue แม้เหมือนจะสำเร็จไปแล้วแต่การจะเป็น De Facto ต้องขยายความความร่วมมือกับสํานักนายกรัฐมนตรีและกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อขยายให้ อปท.ทั่วประเทศใช้งาน

5.Digital Farming อยากให้เกิดเพราะคนไทยเป็นเกษตรกรกว่า 14 ล้านคน การที่มีเทคโนโลยีแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้ามาช่วยคำนวณเพื่อพยากรณ์ และลดต้นทุนเป็นสิ่งที่จะช่วยภาคเกษตรได้มาก

ถอดบทเรียน Traffy Fondue

ดร.ชัยกล่าวด้วยว่าสิ่งสำคัญคือระบบหรือเทคโนโลยีต้องตอบโจทย์ และเข้าใจปัญหา ถ้าไม่ได้จะไม่มีวันไปต่อได้ เช่น ถ้าให้นักวิจัยทำเซ็นเซอร์วัดสารในน้ำ โดยไม่รู้ว่าปัญหาในบ่อเลี้ยงกุ้งคืออะไร ก็ไม่มีทางที่เซ็นเซอร์นั้นจะตอบสนองความต้องการของเกษตรกรเลี้ยงกุ้งได้

“นักวิจัยเองก็ต้องออกไปข้างนอกเพื่อรับรู้ปัญหาให้เยอะให้รอบด้านจึงต้องมีตัวเชื่อมเพื่อนำปัญหาจากพื้นที่จริง ๆ เข้าสู่แล็บของนักวิจัย และโน้มน้าวให้นักวิจัยเข้าใจปัญหา”

จึงสร้างทีมที่เรียกว่า “โซ่ข้อกลาง” เพื่อทำความเข้าใจปัญหาสังคมแล้วตีแผ่ออกมาให้นักวิจัยเข้าใจ เพื่อสร้าง De Facto Platform ดังจะเห็นได้จากกรณี Traffy Fondue เพราะ “นักวิจัยมองรอบด้าน” รู้ปัญหาแล้วหาวิธีแก้จึงจะพยายามถอดบทเรียนจาก Traffy Fondue ว่าอะไรคือความสำเร็จ

“ใช่การมีอินฟลูเอนเซอร์แบบผู้ว่าชัชชาติหรือเปล่า ถ้ามองจริง ๆ คือความเอาจริงเอาจังของผู้ว่าฯ ความเอาจริงเอาจังของหน่วยงานเมื่อทุกส่วนเอาจริงมันก็ใช้งานได้ดี”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เนคเทค