เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กองทุนน้ำมันติดลบ 6.57 หมื่นล้าน แบกหนี้ชดเชยราคาพลังงานเกิน 5.7 หมื่นล้าน
Economic กองทุนน้ำมันติดลบ 6.57 หมื่นล้าน แบกหนี้ชดเชยราคาพลังงานเกิน 5.7 หมื่นล้าน
“แพลนบี” ชวนชาวไทยชม Immersive Art เฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 หน้าอาคารสถิตไทยชโย หัวมุมถนนดำเนินกลาง
Business “แพลนบี” ชวนชาวไทยชม Immersive Art เฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 หน้าอาคารสถิตไทยชโย หัวมุมถนนดำเนินกลาง
ตำรวจไซเบอร์ เตือนนักลงทุนข้อมูลรั่วจาก TSD มีโอกาสถูก “หลอกซ้ำซ้อนจากวิกฤต” แนะวิธีป้องกัน
Finance ตำรวจไซเบอร์ เตือนนักลงทุนข้อมูลรั่วจาก TSD มีโอกาสถูก “หลอกซ้ำซ้อนจากวิกฤต” แนะวิธีป้องกัน
ยันฮี ชี้ LGBTQ+ Healthcare อนาคตใหม่ธุรกิจการแพทย์ – Medical Tourism ไทย
Business ยันฮี ชี้ LGBTQ+ Healthcare อนาคตใหม่ธุรกิจการแพทย์ – Medical Tourism ไทย
The Senior รพ.ผู้สูงอายุนำ “หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง” เสริมการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมแนวทางบำบัดแบบไม่ใช้ยา
Business The Senior รพ.ผู้สูงอายุนำ “หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง” เสริมการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมแนวทางบำบัดแบบไม่ใช้ยา
จีนส่งสัญญาณยอมรับ ‘ภาษีทรัมป์’ หลังโดน 12.5 % Section 301
World จีนส่งสัญญาณยอมรับ ‘ภาษีทรัมป์’ หลังโดน 12.5 % Section 301
โปรดเกล้าฯ ประธานองคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศล ปล่อยโค นก ปลา วันเฉลิมพระชนมพรรษา
ข่าวในพระราชสำนัก โปรดเกล้าฯ ประธานองคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศล ปล่อยโค นก ปลา วันเฉลิมพระชนมพรรษา
ฝ่าย IT ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดไทม์ไลน์ TSD เริ่มถูกเจาะข้อมูลตั้งแต่เย็นวันเสาร์ 25 ก.ค.
Finance ฝ่าย IT ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดไทม์ไลน์ TSD เริ่มถูกเจาะข้อมูลตั้งแต่เย็นวันเสาร์ 25 ก.ค.
หยุดยาว 3 วัน คนไทยแห่เที่ยวภูเก็ต คาดเงินสะพัด กว่า 300 ล้านบาท
เศรษฐกิจภูมิภาค หยุดยาว 3 วัน คนไทยแห่เที่ยวภูเก็ต คาดเงินสะพัด กว่า 300 ล้านบาท
ข้าวไทยติดกับดักราคา แพงกว่าคู่แข่งสูงสุด 156 เหรียญฯ กำลังซื้อชะลอ กดส่งออก 5 เดือนหด 10.9%
Economic ข้าวไทยติดกับดักราคา แพงกว่าคู่แข่งสูงสุด 156 เหรียญฯ กำลังซื้อชะลอ กดส่งออก 5 เดือนหด 10.9%
ดูทั้งหมด

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ทรานส์ฟอร์ม-เพิ่ม Value “ดุสิตธานี”

12 มิ.ย. 2566 | 15:44น.
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โรงแรมหรูจำนวน 250 ห้อง 1 ใน 4 บิ๊กโปรเจ็กต์ของโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” บริเวณมุมถนนสีลม-พระราม 4 จะกลับมาและพร้อมเปิดให้บริการโฉมใหม่อีกครั้งในช่วงกลางปี 2567 นี้ หลังจากปิดทุบเพื่อสร้างใหม่ไปเมื่อปี 2562

ตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่กลุ่ม “ดุสิตธานี” อยู่ในช่วงของการปรับตัวรอบทิศ ทั้งขยายธุรกิจการศึกษา อาหาร และอสังหาริมทรัพย์ จากเดิมที่อยู่ในธุรกิจโรงแรมมากว่า 6-7 ทศวรรษ

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซีอีโอหญิงแกร่งที่เข้ามาต่อยอดธุรกิจให้กับกลุ่มดุสิตธานี ถึงแนวทางการปรับเปลี่ยน หรือ transformation journey ของเครือดุสิตฯ ตั้งแต่เข้ามาบริหารเมื่อปี 2559 กระทั่งปัจจุบัน และแผนการบริหารในอนาคต ไว้ดังนี้

เดินตามแผน 9 ปี

“ศุภจี” ย้อนความว่า ตั้งแต่เข้ามาในปี 2016 หรือปี 2559 ได้วางแผนเอาไว้ 9 ปี (2559-2568) แบ่งเป็นระยะ 3 ปีแรกคือ ช่วงการปรับฐานในเรื่องของคน กระบวนการการทำงาน และเทคโนโลยี เรื่องของตัว property เรื่องของโรงแรมที่มีอายุซึ่งต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และการจัดการด้านการเงิน ว่าเราจะเติบโตต่อเนื่องได้อย่างไร

3 ปีที่สอง เป็นช่วงที่เริ่มเห็นผลของการเจริญเติบโต และ 3 ปีสุดท้าย คือช่วงนี้ เป็นช่วงที่จะเริ่มเห็นศักยภาพทั้งหมด เห็นการปลดล็อกมูลค่า (value) ของกลุ่มดุสิตธานี

“การเดินทางของเรา 9 ปี เราเจอโควิด-19 ในช่วงกลางของแผนพอดี ถามว่ามีผลกระทบไหม ก็มีผลกระทบบ้าง แต่ก็ไม่ทำให้เป้าเราพลาดไปมากนัก และได้มีการเติมเรื่องอื่น ๆ เข้ามา เช่น เรื่องการลงทุน การเติบโตในธุรกิจอื่น ๆ เพื่อจะช่วยให้ไปถึงเป้าหมายใน 9 ปี”

Balance-Expand-Diversify

โดยในการเดินทางนี้ได้ตั้งเป้าเอาไว้ 3 แกน ประกอบด้วย 1.ทำอย่างไรให้การทำงานของเรา รายได้ของเรา มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น 2.ทำอย่างไรให้เราสามารถที่จะขยายตัวให้ครอบคลุมของทุกเซ็กเมนต์ และขยายตัวไปอยู่ต่างประเทศมากขึ้น และ 3.ทำอย่างไรให้สามารถกระจายธุรกิจออกไป ในธุรกิจข้างเคียง (diversify)

“3 เป้าที่ว่า คือ balance expand และ diversify ซึ่งทุกวันนี้ก็ทำได้เป็นที่พอใจ ทำได้ในระดับที่ทำให้เราไปต่อได้อย่างมั่นคง

“เดิมเราเคยมีธุรกิจ 2 ส่วนด้วยกัน คือ 1.ธุรกิจโรงแรม 2.ธุรกิจสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวกับโรงแรม ปัจจุบันนี้เราขยายไปอีก 2 สายธุรกิจ คือ ธุรกิจอาหาร และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์”

“ศุภจี” บอกว่า ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตัวใหญ่ คือ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Central Park) ซึ่งเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับธุรกิจอาหารที่เติบโต โดยบริษัทยังคงเป้าการ IPO ธุรกิจอาหารของ “ดุสิต ฟู้ด” ภายในปี 2568 หรือนับจากนี้อีก 2 ปี และคิดว่าจะทำได้ตามเป้านี้

และจำนวนของ property ที่ดูแลจากเดิมที่มีอยู่ 27 แห่งใน 8 ประเทศ ปัจจุบันมีมากกว่า 300 แห่ง อยู่ใน 17 ประเทศ และมีรูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย และจับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น มีโรงแรมที่เป็นไลฟ์สไตล์คือ แบรนด์ ASAI (อาศัย) และมีวิลล่าคือ อีลิธ เฮเวนส์ (Elite Havens) ทำให้ดุสิตธานีนับเป็นกลุ่มบริษัทผู้จัดการวิลล่าที่คาดว่าใหญ่ที่สุดในเอเชีย

บรรลุเป้าหมายแล้ว 70-80%

ถามว่าถึงวันนี้มองว่าแผนงานต่าง ๆ ที่วางเป้าบรรลุเป้าหมายไปแค่ไหนแล้ว “ศุภจี” บอกว่า ส่วนตัวประเมินว่าถึงตอนนี้ (7 ปี) น่าจะได้ 70-80% ของเป้าหมายแผน 9 ปี (ถึงปี 2568) สายธุรกิจของกลุ่มดุสิตธานีมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ขยายการเติบโตได้มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันหลักใหญ่ที่ยังรออยู่ แต่ก็ดำเนินไปได้มาก ๆ ทีเดียวคือ โครงการ Dusit Central Park ซึ่งโครงการดังกล่าวประกอบด้วย 4 ส่วน คือ 1.ธุรกิจโรงแรม “ดุสิตธานี กรุงเทพ” ตอนนี้ก่อสร้างได้กว่า 20 ชั้นแล้ว จากทั้งหมด 39 ชั้น คาดว่าโครงสร้างภายนอกจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปลายปี 2566 นี้ และเริ่มการตกแต่งภายในควบคู่กันไป เพื่อให้พร้อมเปิดบริการในกลางปี 2567

2.ธุรกิจที่พักอาศัย หรือ Dusit Residences การขายก็คืบหน้าเป็นอย่างดี ปัจจุบันขายไปได้ประมาณ 60% หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ถือว่าทำได้ดี เพราะยังไม่ได้เปิดประเทศ ยังไม่ได้ไปทำตลาดต่างประเทศ แต่ก็สามารถขายได้ 3.ส่วนอาคารสำนักงาน และ 4.พื้นที่ retail หรือห้างสรรพสินค้า

“ในส่วนโรงแรมจะแล้วเสร็จในปี 2567 และเป็นส่วนที่เปิดให้บริการก่อนส่วนอื่น ๆ หรือในช่วงประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จากนั้นส่วนอื่น ๆ ก็ทยอยตามมา โดยคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการในปี 2568”

สร้างความแข็งแกร่ง 4 ขาธุรกิจ

“ศุภจี” บอกด้วยว่า ดัชนีที่ชี้วัดว่าเราตอบโจทย์แผน 9 ปีของเราก็คือ บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง มีกำไร ตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นได้อย่างเต็มที่ ซึ่งปัจจุบันนี้ธุรกิจกำลังทยอยฟื้นตัวจากผลกระทบโควิด ในปี 2568 เมื่อเราสามารถส่งมอบธุรกิจที่พักอาศัยโครงการ Dusit Central Park ได้สำเร็จจะตอบโจทย์ในเรื่องของผลประกอบการที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

และในปีเดียวกัน ธุรกิจอาหารในส่วนของ “ดุสิต ฟู้ด” ก็น่าจะเข้า IPO ได้สำเร็จ ก็จะทำให้สายธุรกิจของกลุ่มดุสิตธานีมีความแข็งแรง เหมือนเก้าอี้ที่มี 4 ขา เติมให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

“เราอยากให้ดุสิตธานีมีความแข็งแรงทั้ง 4 ขา ทั้งธุรกิจโรงแรม ซึ่งตอนนี้ก็ทยอยฟื้นตัวจากผลกระทบจากโควิด ธุรกิจอาหาร เราจะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯได้สำเร็จในปี 2568 และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็จะส่งมอบได้ในปีเดียวกัน ส่วนธุรกิจการศึกษาก็ได้มีการเติมการศึกษาในรูปแบบใหม่ คือ The Food School Bangkok ซึ่งเปิดไปเป็นทางการเมื่อ 1 พฤษภาคม 2566 เราจึงเชื่อว่าน่าจะมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นในทุกสายธุรกิจค่ะ”

และบอกด้วยว่า ปัจจุบันรายได้ของกลุ่มดุสิตธานีฟื้นกลับมาได้ 60% แล้ว และในปี 2566 นี้ ตั้งเป้าการฟื้นตัวไว้ประมาณ 70-75% และกลับมา 100% ได้ในปี 2568

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

เดินหน้า “ต่อยอด-เพิ่ม Value”

ต่อคำถามอีกว่า บริบทของกลุ่มดุสิตธานีหลังแผน 9 ปีจบ หรือหลังจากปี 2568 จะเป็นอย่างไร “ศุภจี” บอกว่า ในมุมการเดินทางของดุสิตธานี หลังปี 2568 หลังจากแผน 9 ปีสำเร็จไปแล้วก็ยังจะต้องเป็นตัวแทนของแบรนด์คนไทย ที่นำการให้บริการที่ประทับใจไปให้คนทั่วโลกได้รู้จักเหมือนเดิม จากรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

และธุรกิจในแต่ละสายจะมีการขยายตัวเพิ่มเติมต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีการวางแผนเพิ่มเพื่อรองรับจากแผน 9 ปีแล้วด้วยเช่นกัน โดยมีการคิดถึงธุรกิจใหม่ที่จะมาเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันที่กำลังตั้งไข่อยู่คือ Dusit Hospitality Service ซึ่งปัจจุบันให้บริการอยู่ในขอบเขตที่นอกเหนือโรงแรมเราเองด้วย

โดยเอาคนส่วนกลาง (pool) เช่น คนทำความสะอาด แม่บ้าน ช่าง property management มาอยู่ส่วนกลาง และตอนนี้เริ่มกระจายตัวให้บริการนอกเหนือจากโรงแรม ปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจที่น่าจะมีโอกาสในการเติบโตเป็นอีกสายธุรกิจที่แข็งแรงได้ เพราะช่วงนี้ธุรกิจบริการ หรือธุรกิจโรงแรมขาดคน

อีกส่วนหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเติมในเรื่องการเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือการเติมตัวธุรกิจให้มีความหลากหลาย ยกตัวอย่างในกลุ่มของ property development ปัจจุบันเรามี 2 โครงการ คือ Dusit Central Park ซึ่งเราลงทุนเองด้วย และ Hampton Sriracha ซึ่งลงทุนร่วมกับทาง Origin ซึ่งทำได้ดี ซึ่งปัจจุบันเสร็จแล้ว แล้วทยอยโอนได้ 50%

นอกจากนี้ ยังมีแผนเติมโครงการ senior living การดูแลผู้สูงวัย เป็นผู้สูงวัยในรูปแบบที่ยังมีความสามารถในการเคลื่อนไหว ไม่ได้ติดเตียง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติม หรือบางโรงแรมของเราที่มีพื้นที่มาก และยังสามารถที่จะเพิ่มเติมของส่วนอื่น ๆ ได้ เช่น ที่ภูเก็ต หัวหิน หรือที่พัทยา ซึ่งมีพื้นที่มาก เราอาจจะเติมพวกวิลล่า หรือ senior living เข้าไป เสริมกับตัวโรงแรมที่อยู่ใกล้เคียง

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มของที่ดินนั้น รวมถึงเป็นตัวเติมที่จะทำให้ธุรกิจในสายอสังหาริมทรัพย์มีการเติบโตต่อเนื่องหลังจากปี 2568 อีกด้วย