กรมประมงปลดล็อกเครื่องมือกำจัด “ปลาหมอคางดำ” แบ่งชัด 3 กลุ่ม ใช้ได้-ผ่อนผัน-ห้ามเด็ดขาด
กรมประมงออกแนวทางใช้เครื่องมือประมงกำจัด “ปลาหมอคางดำ” เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ชาวประมง และประชาชนใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน แบ่งชัด 3 กลุ่ม ตั้งแต่เครื่องมือพื้นบ้านที่ใช้ได้ทันที เครื่องมือที่ขอผ่อนผันหรือให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ ไปจนถึง “ลอบพับได้-โพงพาง” ที่ยังห้ามเด็ดขาด พร้อมเปิดให้แต่ละจังหวัดปรับใช้ตามบริบทพื้นที่ หวังเร่งกำจัดให้มีประสิทธิภาพโดยไม่กระทบระบบนิเวศและผิดกฎหมาย
นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้ออกประกาศ “แนวทางการใช้เครื่องมือทำการประมงเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ” เพื่อรวบรวมและซักซ้อมแนวทางปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่ ชาวประมง และประชาชนเข้าใจตรงกัน หลังการใช้เครื่องมือกำจัดปลาหมอคางดำในทางปฏิบัติที่ผ่านมาเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมาย

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มความคล่องตัวในการใช้เครื่องมือประมงประเภทต่าง ๆ เพื่อเร่งควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำ ภายใต้กรอบพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามข้อสั่งการของศาลปกครองและนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายประเทศกล่าวว่า ที่ผ่านมากรมประมงได้ทยอยพิจารณาผ่อนผันให้สามารถใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามสถานการณ์ แต่เพื่อให้ทุกพื้นที่ดำเนินการในทิศทางเดียวกัน จึงจัดทำแนวทางรวมขึ้นมา โดยเปิดให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและบริบทของแหล่งน้ำแต่ละพื้นที่
“กรมประมงพร้อมสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน โดยมุ่งเน้นการกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปโดยเร็วที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลของระบบนิเวศและเคารพกติกาทางกฎหมายด้วย”
สำหรับแนวทางการใช้เครื่องมือ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรก คือเครื่องมือที่ประชาชนสามารถใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตผ่อนผัน ได้แก่ เบ็ด ข่าย อวนติดตา แห ยอ ลอบ อวนลาก และอวนรุนประเภทที่ไม่ประกอบเครื่องยนต์ เพื่อเปิดให้เกษตรกร ชาวประมง และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกำจัดปลาหมอคางดำได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่องมือกลุ่มดังกล่าวมีเงื่อนไขเพื่อปกป้องสัตว์น้ำชนิดอื่น โดยห้ามลากขึ้นฝั่ง ห้ามล้อมจับ และห้ามใช้ในช่วงฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ วางไข่ หรือเลี้ยงตัวอ่อน ตามประกาศกรมประมงที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มที่ 2 คือเครื่องมือที่โดยปกติผิดกฎหมายหรือมีข้อจำกัด แต่สามารถขออนุญาตผ่อนผัน หรือให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัด
ในส่วนอวนรุนประกอบเรือกล สามารถผ่อนผันให้ใช้ได้เฉพาะการทำประมงพื้นบ้านหรือประมงน้ำจืด ตามมาตรา 67 วรรคสาม โดยสำนักงานประมงจังหวัดต้องแจ้งความประสงค์มายังกรมประมง พร้อมมติเห็นชอบจากคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด และระบุรูปแบบเครื่องมือ ขนาดเรือ วิธีการ และพื้นที่ใช้งานอย่างชัดเจน
สำหรับการใช้กระแสไฟฟ้า กรมประมงย้ำว่าเป็นวิธีที่ห้ามประชาชนใช้โดยเด็ดขาด เนื่องจากมีอันตรายต่อชีวิตและระบบนิเวศ หากมีความจำเป็นต้องใช้กำจัดปลาหมอคางดำ ต้องดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่กรมประมงเท่านั้น โดยประมงจังหวัดต้องประเมินความเหมาะสมและความจำเป็น พร้อมแจ้งฝ่ายปกครองในพื้นที่ล่วงหน้า และรายงานผลต่อกรมประมงหลังดำเนินการทุกครั้ง
ส่วนการใช้สารเคมีประเภทกากชา ซึ่งปกติการใช้สารเคมีในแหล่งน้ำถือว่าผิดกฎหมาย ปัจจุบันอธิบดีกรมประมงได้อนุญาตให้หน่วยงานของกรมประมง ได้แก่ กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด และสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่แพร่ระบาด ใช้กากชาเป็นสารเบื่อเมาเพื่อจับปลาหมอคางดำได้ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด
กรมประมงยังอนุญาตให้เจ้าหน้าที่กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดและประมงจังหวัดในพื้นที่แพร่ระบาด ใช้อวนล้อมจับ อวนลาก อวนทับตลิ่งในแหล่งน้ำจืด รวมถึงอวนรังและเผือกรัง เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำได้
อย่างไรก็ตาม หากสำนักงานประมงจังหวัดต้องการใช้กากชาหรือกลุ่มอวนขนาดใหญ่ดังกล่าว ต้องแต่งตั้งประมงจังหวัดหรือเจ้าหน้าที่กรมประมงในพื้นที่เป็นผู้ควบคุม กำกับดูแล และตรวจสอบการดำเนินงานโดยตรง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กลุ่มที่ 3 คือเครื่องมือที่ยัง “ห้ามเด็ดขาดและไม่มีการผ่อนผัน” ได้แก่ ลอบพับได้ หรือที่เรียกว่า “ไอ้โง่” และเครื่องมือโพงพาง
กรมประมงระบุว่า ผลการศึกษาของกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเลในพื้นที่จังหวัดระยองพบว่า เครื่องมือทั้งสองประเภทไม่มีประสิทธิภาพในการจับปลาหมอคางดำ ขณะที่มีลักษณะทำลายล้างสูง กีดขวางทางน้ำ มีความเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย และกระทบต่อการใช้ประโยชน์ลำน้ำของส่วนรวม จึงไม่มีการผ่อนผันให้ใช้
นายประเทศกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายให้การกำจัดปลาหมอคางดำสามารถดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมาย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดความสับสนของหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่
กรมประมงได้ส่งหนังสือเวียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร ทั้งพื้นที่ที่พบและยังไม่พบการแพร่ระบาด เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่ เกษตรกร ชาวประมง และประชาชนใช้แนวทางดังกล่าวเป็นบรรทัดฐานเดียวกันในการดำเนินงานต่อไป