หวั่น “จีนเที่ยวไทย” หลุดเป้า 5 ล้าน ศก.ทุบมู้ดเดินทาง-ธุรกิจรายเล็กยังเจ็บหนัก

นักท่องเที่ยวจีน

จากรายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่ระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ช้ากว่าที่คาด ทำให้ชาวจีนระมัดระวังด้านการใช้จ่ายกับการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้า 5 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 ฟื้นกลับมายังไม่ถึง 50% ของระดับก่อนโควิด

โดยอินโดนีเซียมีสัดส่วน 38.8%, ไทย 35.9%, เวียดนาม 34.3%, สิงคโปร์ 25.2% และฟิลิปปินส์ 13.8% พร้อมระบุว่า สำหรับประเทศไทยนั้นคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยในปีนี้จะต่ำกว่าเป้าเดิมที่ทางการไทยตั้งเป้าไว้ 7 ล้านคน อย่างน้อย 2-3 ล้านคน

นักท่องเที่ยวจีน

เช่นเดียวกับกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจีนที่ระบุว่า ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์ออกต่างประเทศเพียง 1.6% เท่านั้น ซึ่งยังน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่มีสัดส่วน 30%

คาดปี’66 นทท.จีน 4.3 ล้านคน

“ชูวิทย์ ศิริเวชกุล” ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้ข้อมูลว่า ททท.ประเมินว่านักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยปีนี้จะมีจำนวน ประมาณ 4.3 ล้านคน โดยคาดว่าจะเข้ามาเฉลี่ยวันละประมาณ 15,000 คน ในครึ่งปีหลังนี้ บวกกับจำนวนที่เดินทางเข้าประเทศไทยแล้วประมาณ 1.6 ล้านคน(1 มกราคม-11 กรกฎาคม 2566)

อย่างไรก็ตาม ททท.จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2566 นี้ มีจำนวน 5 ล้านคน ตามเป้าหมาย

ขณะที่ “ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ” รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. เสริมว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยเป็นกลุ่มที่เดินทางด้วยตนเอง และกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มจะใช้จ่ายสูงขึ้น

โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปสูงถึง 60,000 บาท ทำให้ในปีนี้มีโอกาสได้รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนชาติเดียวถึง 3 แสนล้านบาท จากคาดการณ์รายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.62 ล้านล้านบาท

หวั่น ศก.ทุบตลาดกลาง-ล่าง

“ชูวิทย์” บอกด้วยว่า ความท้าทายของตลาดการท่องเที่ยวจีนในครึ่งปีหลัง คือ ประเด็นด้านเศรษฐกิจของจีนเป็นหลัก โดยปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ประชาชนที่มีรายได้ปานกลางถึงล่างได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทัวร์

ขณะเดียวกันยังพบว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางกับบริษัททัวร์มีจำนวนคนต่อกลุ่มเล็กลง มีความต้องการโปรแกรมทัวร์ที่เฉพาะเจาะจงตามความต้องการมากขึ้น เช่น เดินทางไปยังร้านอาหารที่ได้รับความนิยม เดินทางไปยังคาเฟ่ที่เป็นที่นิยมของชาวไทยจำนวนหลายแห่ง (cafe hopping)

นอกจากนี้ ประเด็นด้านความปลอดภัย ยังเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวชาวจีนให้ความกังวล รวมถึงความสะดวกสบายในการขอวีซ่ายังเป็นความท้าทายในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนสู่ประเทศไทย

ทั้งนี้ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวจีนยื่นขอวีซ่าในรูปแบบวีซ่าหน้าด่าน หรือ (visa on arrival) ครองสัดส่วนประมาณ 87% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ขอวีซ่าหน้าด่านเพียง 50% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การท่องเที่ยวตลาดจีนตอนนี้มีแนวโน้มดีขึ้น โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วงนี้เป็นกลุ่มเดินทางด้วยตนเอง (FIT) เช่น นักท่องเที่ยววัยรุ่น รวมกลุ่มครอบครัวที่มีสัญญาณเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนของจีน

โดย ททท.คาดว่านักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวจะเดินทางเข้ามาในช่วงเดือนกรกฎาคม-สัปดาห์แรกของเดือนกันยายน จากนั้นนักท่องเที่ยวจีนอาจเดินทางเข้าประเทศไทยมากขึ้นอีกครั้งในช่วงวันชาติจีน ซึ่งตรงกับเดือนตุลาคม 2566

ธุรกิจรายย่อยยังเจ็บหนัก

ด้าน “ธเนศ ศุภรสหัสรังสี” เจ้าของโรงแรมราวินทรา รีสอร์ท แอนด์ สปา และเครือโรงแรมซันไชน์ พัทยา บอกว่า ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศจีนยังประสบปัญหา และมีความเป็นไปได้ว่าทางการจีนจะพยายามกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางในประเทศก่อน จึงมีความเป็นไปได้ว่านักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเวลานี้อาจไม่เท่าในอดีต

พร้อมระบุว่า ประเด็นปัญหาหลักในขณะนี้คือ รัฐบาลจีนยังไม่อยากให้ชาวจีนออกนอกประเทศ เพราะเศรษฐกิจจีนยังไม่ฟื้น ทำให้โอกาสที่จะเห็นนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยถึง 5 ล้านคนในปีนี้ ตามเป้าหมายของ ททท. เป็นไปได้ยาก

เมื่อนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์จีนยังไม่เดินทางเข้าประเทศไทย จึงยังส่งผลกระทบกับธุรกิจการท่องเที่ยวขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งหลายรายยังไม่ฟื้นตัว ตรงข้ามกับผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือเครือโรงแรมขนาดใหญ่ที่ฟื้นตัวไปแล้ว

“ตั้งแต่ช่วงโควิดระบาด ทาง ททท.บอกจะเน้นดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง จำนวนอาจจะน้อยลง แต่ใช้จ่ายมากขึ้น ผมก็ถามทุกครั้ง แล้วจะปล่อยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีตายใช่ไหม ก็ไม่มีคำตอบ”

จีนกระเป๋าหนักทะลักพัทยา

“ธเนศ” ยังพูดถึงภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าพัทยาหลังจีนเปิดประเทศด้วยว่า นักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มใช้จ่ายสูง บางรายมีการเช่ารถตู้หรูในการเดินทาง เดินทางไปยังร้านอาหารราคาสูงต่าง ๆ

ประกอบกับปัจจุบันเที่ยวบินระหว่างไทยและจีนยังมีน้อยกว่าในอดีตจึงยังไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มทัวร์ซึ่งอาจเดินทางมาจากเมืองรองของจีนมากนัก

เช่นเดียวกับ “ชัยรัตน์ รัตโนภาส” นายกสมาคมสปาและเวลเนส ภาคตะวันออก ที่บอกว่า นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาพัทยา เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง พำนักประมาณ 3-4 วัน ใช้จ่ายหนักหลายหมื่นบาทต่อวัน ไปเที่ยวกันเองแบบส่วนตัว ไม่มีการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวแบบตายตัว แต่จะเลือกเดินทางไปหลายจุด เช่น เน้นช็อปปิ้งและไปร้านอาหารตามรอยวัยรุ่นไทยผ่านโซเชียลมีเดียอย่างติ๊กต๊อก (TikTok)

รวมถึงเที่ยวตามรอยซีรีส์วาย สวมชุดนักเรียนไทยถ่ายรูป ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องเพิ่มการเข้าถึงคอนเทนต์ของสินค้าและบริการบนช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น

“แอตต้า” จี้แก้ปัญหาภาพลักษณ์

ด้าน “ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร” นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวตลาดจีนในครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องรอประเมินในไตรมาสที่ 3/2566 ก่อน หากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมากก็จะเป็นสัญญาณที่ดีว่าไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาฤดูกาลท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้ามาประเทศไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้น

และส่งผลให้ในปีนี้ นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยรวม 5 ล้านคน ตรงตามเป้าหมายที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของประเทศไทยยังน่าเป็นกังวล จากที่ก่อนหน้านี้มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ข่าวด้านลบของประเทศไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของประเทศจีน

จึงอยากเสนอให้ ททท.เร่งสร้างความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ว่า ประเทศไทยยังปลอดภัย น่าเดินทางท่องเที่ยวอยู่ รวมถึงเสนอให้ลดอุปสรรคในการยื่นขอวีซ่าแบบกลุ่ม หากใช้ระยะเวลาอนุมัติไม่เกิน 3 วัน อาจทำให้ผู้ประกอบการทำตลาดได้ง่ายมากขึ้น

ที่สำคัญ อยากให้ผู้นำระดับสูง เช่น นายกรัฐมนตรี ออกมาสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวจีน รวมถึงใช้อินฟลูเอนเซอร์ในการสื่อสารว่าประเทศไทยมีความปลอดภัย


คงต้องลุ้นกันอย่างหนักว่าในช่วงเวลาที่เหลืออีก 5 เดือนกว่า ๆ ของปีนี้ ประเทศไทยจะกระตุ้นให้ตลาดจีนเดินทางเข้ามาเที่ยวได้ถึง 3.5 ล้านคน และบรรลุเป้าหมายมีนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 5 ล้านได้หรือไม่…