KKP เตือนรับมือเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง หลังมีหลายปัจจัยรุมเร้า หวั่นกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจที่เคยแข็งแกร่ง-ทำนโยบายยากขึ้น ยกตัวอย่าง “อินโดนีเซีย” ที่กำลังมีปัญหาหนัก พร้อมเสนอแนะเชิงนโยบายต้องเร่งหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีแนวโน้มเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง ไม่ได้เกินดุลสูงเหมือนในอดีต โดยแม้ว่าจะตัดปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยชั่วคราวออกไปแล้ว แนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง ก็ยังคงเกิดขึ้น ซึ่งประเด็นหลักมาจากการที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง
“ในช่วงไตรมาส 2 นี้คาดว่าจะเห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 2% ของ GDP ยังไม่ได้เยอะมาก แล้วถ้าราคาน้ำมันปรับตัวดีขึ้น การขาดดุลก็จะดีขึ้น แต่เราคงจะไม่ได้เห็นการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดขึ้นไปถึง 3-4% แต่อาจจะทรง ๆ”
ทั้งนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลง สะท้อนจากหลายปัจจัย ทั้งการที่ดุลการค้ามีการเกินดุลน้อยลงมาก เนื่องจาก 1.มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาทดแทนสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น อย่างเช่น รถยนต์ ที่มีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า จากเดิมที่เคยผลิตแล้วส่งออกได้จำนวนมาก รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีการนำเข้าสินค้ามาตีการผลิตในประเทศ
2.เริ่มเห็นกระแสการลงทุนที่เข้ามามากขึ้น ตั้งแต่ปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี และอยากเห็น เพราะหลังจากวิกฤตปี 2540 การลงทุนของไทยลดลงมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี การลงทุนที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้ต้องนำเข้าวัตถุดิบมามากขึ้น และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเพิ่มขึ้นตาม แต่ปัจจัยนี้อาจจะไม่น่าเป็นห่วงมากนัก อย่างเช่น การนำเข้าสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น
3.ประเทศไทยนำเข้าบริการเพิ่มขึ้น แต่รายได้จากการท่องเที่ยวไม่เพียงพอ ซึ่งแม้ว่าการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นกลับมาหลังโควิด แต่ดุลบริการกลับไม่ได้กลับมาเป็นบวกมากเหมือนในอดีต โดยที่สำคัญ คือ ไทยมีการจ่ายค่าทรัพย์สินทางปัญญาสูงสุดในอาเซียน
4.ราคาน้ำมันมีผลกระต่อดุลบัญชีเดินสะพัด แต่เป็นปัจจัยระยะสั้น
“จากที่เราเคยเป็นประเทศที่ Enjoy กับการเกินดุลเยอะ ๆ แต่วันนี้มีหลายประเด็น ที่เริ่มมีหลายจุด ที่ทำให้เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง หรือเริ่มจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งถ้าเราปล่อยไปเรื่อย ๆ ไม่ดูแลดี ๆ จะกระทบกับเสถียรภาพเศรษฐกิจที่เคยเป็นจุดแข็ง แล้วการดำเนินนโยบายก็จะยากมากขึ้น”
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ในขณะที่ขาดดุลการคลังไปด้วย จะทำให้นักลงทุนตั้งคำถามถึงพื้นฐาน (Fundamental) ของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อาจจะมีข้อดี คือ มีโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่า หลังที่ผ่านมาแข็งค่าต่อเนื่อง แทบจะทิศทางเดียว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่การดำเนินนโยบายก็จะยากขึ้นด้วย โดยการดำเนินนโยบายการคลังก็จะต้องระมัดระวัง เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะสูงใกล้กับเพดานอยู่แล้ว ซึ่งนักลงทุนต่างชาติก็จะจับตาการดำเนินนโยบายของไทยมากขึ้น
ทั้งนี้ ตัวอย่างประเทศที่มีปัญหาลักษณะนี้ ก็คือ อินโดนีเซีย ซึ่งมาจาก 1.ปัจจัยพื้นฐานที่หลายนโยบายของอินโดนีเซียถูกตั้งคำถาม เช่น การอุดหนุนราคาน้ำมัน การอุดหนุนค่าอาหารกลางวัน เป็นต้น ซึ่งอินโดฯ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ค่าเงินอ่อน เมื่อขึ้นดอกเบี้ย ก็กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีผลกระทบกลับมาที่ค่าเงินอีก
“ข้อเสนอเชิงนโยบาย ประเด็นสำคัญที่สุด การที่เรามีสัญญาณขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ส่วนหนึ่งก็มาจากความสามารถในการแข่งขัน การย้ายฐานการผลิต แล้วก็เราส่งออกสินค้าแข่งกับคู่แข่งได้เยอะแค่ไหน ฉะนั้นความจำเป็นในการหาเครื่องยนต์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อจะมั่นใจได้ว่า เรายังมีความสามารถในการแข่งขันอยู่ ประเด็นนี้สำคัญที่สุด เพราะเป็นประเด็น Fundamental เลย”