คณะที่ปรึกษาธุรกิจเอกชน ถกมาตรการเยียวยาโควิด 3 ชุด เสนอนายกรัฐมนตรีบ่ายนี้ ชี้ให้เงินเยียวยาภาคเกษตร 5 พันบาท ยิงตรงเข้าบัญชี 8-9 ล้านครัวเรือน พร้อมเสนอพักหนี้เงินต้น-ดอกเบี้ย 12 เดือน พร้อมชงลดเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างเหลือ 1% ยกเว้นภาษีนิติบุคคลธุรกิจเอสเอ็มอี 2 ปี(63-64)
ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า หลังจากการประชุมหารือนัดแรกของคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 เพื่อหาข้อเสนอแนะมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบ และมาตรการเพื่อการปรับตัวฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยข้อสรุปการประชุมหารือนัดที่สองวันนี้(20เม.ย.) ได้แบ่งข้อเสนอเป็น 3 หัวข้อหลัก และมาตรการเป็นประเด็นเฉพาะด้าน 5 กลุ่ม
สำหรับข้อเสนอ 3 กลุ่มจะแบ่งออกเป็น 1.มาตรการที่สามารถเสนอนายกรัฐมนตรี และดำเนินการได้ทันที 2.มาตรการที่จะต้องมีการหารือเพิ่มเติมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงแรงงาน, กรมสรรพากร เป็นต้น และ 3.ข้อเสนอระยะยาว หลังจากไวรัสโควิด-19 ได้คลี่คลายลงแล้ว
ขณะที่มาตรการเฉพาะด้าน 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.ข้อเสนอมาตรการเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้แก่ 1.1.มาตรการด้านประกันสังคม/กองทุน/แรงงาน อาทิ ลดเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างจาก 4% เหลือ 1% ระยะเวลา 180 วัน 1.2.มาตรการด้านภาษี เช่น ให้ภาคเอกชนหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า กรณีใช้งบประมาณเพื่อป้องกัน COVID-19 ยกเว้นภาษีนิติบุคคลของผู้ประกอบ SMEs เป็นเวลา 2 ปี(2563-2564) โดยเอสเอ็มอีที่ได้รับการยกเว้นจะต้องเข้าระบบ E-filling ของกรมสรรพากรทั้งหมด 1.3.มาตรการด้านสาธารณูปโภค/ที่ดิน เช่น ขอเลื่อนการจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟออกไป 4 เดือน และลดค่าน้ำค่าไฟ 5% และให้คิดค่าไฟตามค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Charge) และให้คืนเงินประกันไฟฟ้าให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย รวมถึงขอเลื่อนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐออกไป 4 เดือน 1.4.มาตรการด้านการเงิน เช่น สินเชื่อที่รัฐให้เพิ่มสภาพคล่อง ขอให้ บสย.ค้ำประกันวงเงินกู้เพิ่มเป็น 80% และขอให้ขยายการขาดทุนสะสมเป็น 7 ปีจากเดิม 5 ปี 1.5.มาตรการด้านอื่น ๆ เช่น ให้รัฐจัดสรรงบประมาณในการจ้างงาน ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศ (Made-in-Thailand) ซึ่งเอกชนต้องหารือในรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย
2.ข้อเสนอมาตรการเพื่อการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ ได้แก่ 2.1.มาตรการในการปรับพฤติกรรมของประชาชน โดยมีการกำหนดแนวทางในการปฏิบัติของประชาชนและสถานที่ให้บริการ 2.2.แนวทางพิจารณาการเปิดดำเนินการธุรกิจตามความเสี่ยงของสถานประกอบการ และพื้นที่ที่มีความเสี่ยง อาทิ สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่ำอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ อาจพิจารณาเปิดให้บริการได้ตามมาตรการที่กำหนด ขณะที่สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง และอยู่ในจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงจะไม่พิจารณาเปิดให้บริการ 2.3.กระบวนการอนุญาตและติดตาม อาทิ การลงทะเบียนสำหรับสถานประกอบการ การติดตามตรวจสอบโดยภาครัฐระดับท้องถิ่นและจังหวัด การรายงานของภาคประชาชนผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ 2.4.การพิจารณาระยะเวลาดำเนินการ โดยเป็นการทดลองเปิดในจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่ำและขยายผลไปสู่จังหวัดที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลางต่อไป 2.5.การสื่อสาร โดยภาครัฐจัดทำแผนการสื่อสารไปสู่ประชาชนและสถานประกอบการให้รับทราบถึงข้อปฏิบัติและแนวทางในการดำเนินการ 2.6.คณะทำงานร่วมในการดำเนินการ ประกอบด้วยภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคสังคมและวิชาการ ซึ่งเอกชนจะต้องไปหารือในรายละเอียดกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข
3.ข้อเสนอมาตรการเพื่อการแก้ไขปัญหาด้วยดิจิทัล (Digital Solution) ได้แก่ 3.1.ควบคุม ป้องกัน และรักษา เช่น การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ 3.2. ความต่อเนื่องธุรกิจ เช่น แก้กฎหมายเพื่อรองรับการจัด E-Gov Digital ID 3.3. การจ้างงานและพัฒนาคน มาตรการสนับสนุนผู้จนการศึกษาใหม่ คนว่างงาน และรักษาการจ้างงานในปัจจุบัน 3.4. ความมั่นใจตลาดเงินและทุน เช่น การเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจ และการช่วยเหลือ Digital Startup, SME 3.5. เศรษฐกิจใหม่ เช่น Smart farming และ E-commerce (6) โครงสร้างขันเคลื่อนยามวิกฤต เช่น การปรับปรุงโครงสร้างการขับเคลื่อนพิเศษในสถานการณ์ฉุกเฉิน
4.ข้อเสนอมาตรการเพื่อภาคเกษตร ประกอบด้วย มาตรการระยะสั้น ได้แก่ 4.1.การเยียวยาให้กับเกษตรกร ครัวเรือนละ 5,000 บาท ระยะเวลา 3 เดือน ประมาณ 8-9 ล้านครัวเรือน 4.2.การพักหนี้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทางราชการ ระยะเวลา 1 ปี 4.3.การปรับโครงสร้างหนี้และขยายเวลาชำระหนี้จากการเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร 4.4.การจัดให้มีช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ 4.5. การสนับสนุนและจัดระบบการขนส่งผลผลิตการเกษตร 4.6. การส่งออกผ่านพรหมแดนประเทศเพื่อนบ้าน และ 4.7. การใช้ Big Data ในการติดตามสถานการณ์ภาคเกษตร
ส่วนมาตรการระยาว ซึ่งจะต้องหารือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอีกครั้ง ได้แก่ การปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ่านกองทุนร่วมทุนเกษตรกร 50,000 ล้านบาท การพัฒนานักธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตผ่านกลไกการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม
5.ข้อเสนอมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) แนวทางในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคจากมาตรการสินเชื่อใหม่วงเงิน 500,000 ล้านบาท สำหรับภาคธุรกิจ SMEs ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ 5.1. สถาบันการเงินจะกระจายวงเงินให้ลูกหนี้ทุกระดับของ SMEs ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ กระจายวงเงินครอบคลุม ทุกอุตสาหกรรม ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และการให้วงเงิน ไม่จำกัดเฉพาะลูกหนี้ชั้นดีของสถาบันการเงินเท่านั้น 5.2. ผ่อนปรนเงื่อนไขและแนวทางการพิจารณาวงเงินสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ (Soft Loan) ของ ธปท. ให้กระจายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย โดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 5.3. เพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันส่วนสูญเสียจากเดิมแก่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
อย่างไรก็ตามข้อเสนอทั้ง 5 กลุ่ม มีหลายมาตรการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานของหน่วยงานและสามารถดำเนินการได้ทันที หลายมาตรการยังไม่ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอีกส่วนหนึ่งเป็นมาตรการระยะยาว ดังนั้น เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม จึงได้แบ่งมาตรการเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มมาตรการที่ทำได้ทันที เช่น การเยียวยาเกษตรกร การอนุญาตให้ปรับการจ้างงานเป็นรายชั่วโมงได้ 2.กลุ่มต้องหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ลดเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างจาก 4% เหลือ 1% ระยะเวลา 180 วัน การให้ภาคเอกชนหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า กรณีใช้งบประมาณเพื่อป้องกัน COVID-19 และการขอขยายสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐออกไป 4 เดือน จังหวัดและธุรกิจที่มีความเสี่ยงระดับต่ำถึงปานกลางจะทดลองนำร่อง (Sandbox) เป็นต้น 3.กลุ่มมาตรการระยะยาว เช่น การแก้กฎหมายเพื่อรองรับการจัด E-Gov การจัดตั้ง “กองทุนร่วมทุนเกษตรกร” 50,000 ล้านบาท
“โดยมาตรการกลุ่มแรก สศช. จะดำเนินการประมวลมาตรการและข้อเสนอจากทุกภาคส่วนและนำเสนอนายกรัฐมนตรีได้ช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการโดยเร็วต่อไป ส่วนมาตรการกลุ่มที่ 2 และ 3 จะต้องรอนายกรัฐมนตรีเคาะก่อน อย่างไรก็ดีทุกอย่างจะต้องมีการรีสตาร์ท” นายทศพรกล่าว