อุตสาหกรรมถุงมือยางเป็นเพียงไม่กี่อุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มขึ้น ผลักดันให้ราคายางพาราส่งออกโดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของปีขยับทะลุขึ้นไปเกิน กก.ละ 70 บาท และยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่องถึงปี 2564 ซึ่งน่าจะเป็นจังหวะของการส่งเสริมอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจร หรือ rubber valley อย่างจริงจัง

นครศรีฯ รับเบอร์วัลเลย์
นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า rubber valley เป็นโครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยางพาราให้ครบวงจร โดยใช้พื้นที่ภายใต้การกำกับดูแลของ กยท. พื้นที่ 41,000 ไร่ ณ ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช
เพื่อสร้างเป็นอาณาจักรด้านยางพาราทั้งระบบครบวงจร (rubber valley) เป็นจุดศูนย์กลางในพื้นที่อาเซียน ในด้านแหล่งข้อมูล การเรียนรู้ การผลิต แปรรูป ส่งออก เต็มรูปแบบ รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าวิจัย นวัตกรรมเฉพาะด้านยางพาราแก่ผู้ที่สนใจศึกษาดูงานด้านยางพาราได้อย่างครบวงจร
“ความต้องการถุงมือยางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดจากการระบาดของโควิด-19 เบื้องต้นทำให้เกิดการลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท (15.4 ล้านเหรียญสหรัฐ) อย่างไรก็ตาม ต้องมีการสรุปสัดส่วนการถือหุ้นกับหุ้นส่วนในการลงทุนร่วมนี้ต่อไปอีก คาดว่าจะลงทุนได้ 3-5 ปี”
จุดยุทธศาสตร์พร้อม
ขณะที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จ.นครศรีธรรมราชมีองค์ประกอบค่อนข้างสมบูรณ์ โดยมีพื้นที่ปลูกยาง 1.76 ล้านไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพชาวสวนยาง มีตลาดกลางยางพาราในการประมูลซื้อขายยางพาราอยู่ในพื้นที่
ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางการค้าที่สำคัญของภาคใต้เป็นแหล่งที่ตั้งของโรงงานผลิตภัณฑ์ยางชั้นนำของภูมิภาค ซึ่งเหมาะสมในการส่งเสริมให้เป็นแหล่งธุรกิจยางพาราภูมิภาคอาเซียน
“ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันผลักดันให้เป็นรูปธรรม รัฐบาลพร้อมสนับสนุนธุรกิจยางพารา โดยสนับสนุนให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราทั้งระดับทั่วไปจนถึงระดับสูง ส่งเสริมการลงทุนเพื่อการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และเพิ่มมูลค่าการส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะส่งเสริมเทคโนโลยีของผู้ประกอบการผลิตถุงมือยางให้สามารถแข่งขันได้ และให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการน้ำยางข้น”
เคาะรูปแบบลงทุนใน 5 เดือน
นายณกรณ์ ตรรกะวิพัท ผู้ว่าการ กยท. กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กยท.อยู่ในระหว่างการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ทราบถึงข้อดี ข้อจำกัดในการขับเคลื่อนรับเบอร์วัลเลย์ให้เกิดขึ้นจริงโดยจะต้องออกแบบ กำหนด พื้นที่ รูปแบบการลงทุน ว่าจะต้องเป็นเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม หรือเป็นพื้นที่ลักษณะใด
ซึ่งทาง กยท.ร่วมกับหลายหน่วยงานดำเนินการเร่งรัดประชาพิจารณ์ย่อยชุมชนในพื้นที่ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หรือไม่เกินเดือน พ.ค. 2564 จะเเล้วเสร็จ โดยเชื่อมั่นว่าจะมีนักธุรกิจมาลงทุนกับสินค้ายางพาราเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และแปรรูปยางเพื่อเพิ่มมูลค่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่งผลให้เกิดดีมานด์เพิ่มขึ้นอีก 2-3 ปี บางโรงงาน ผู้ประกอบการเพิ่มกำลังผลิตกว่าเท่าตัว
“โครงการรับเบอร์วัลเลย์ต้องเกิดขึ้นแน่นอน เรากำลังเร่งรัดประชาพิจารณ์ชาวบ้านพื้นที่รอบโรงงาน เพื่อให้แน่ชัดว่าคนในพื้นที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด โดยศึกษาร่วมกับหน่วยงานทั้งเอกชนและสถาบันในเรื่องการกำหนดรูปแบบ
ซึ่งยังต้องพิจารณาพื้นที่ว่าจะกำหนดเป็นการนิคมหรือไม่อย่างไร พร้อมทั้งเปิดทางเอกชนที่สนใจสามารถลงทุนได้ทันทีหากมีความพร้อม ทั้งนี้ทั้งนั้น แนวโน้มสินค้ายางพาราปีหน้าเป็นทั้งวิกฤตในโอกาส เพราะโควิด-19 ยังไม่คลี่คลายเท่าที่ควร ดังนั้น โอกาสถุงมือยางยังสูง แต่ก็แข่งขันสูงเช่นกัน”
ฉีกหนีคู่แข่งอินโดฯ-เวียดนาม
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมผลักดันการใช้นวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเจาะตลาดผลิตภัณฑ์ยางเฉพาะกลุ่ม หรือ niche market เพื่อหลีกเลี่ยงตลาด mass product ที่กำลังถูกอินโดนีเซีย และเวียดนาม
ซึ่งเป็นคู่แข่งขันที่มีต้นทุนต่ำกว่า เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด การใช้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านระบบตลาดนำการผลิต เพิ่มช่องทางการขาย มีเป้าหมายให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการค้า การส่งออก การลงทุนแบบ offline เพียงอย่างเดียว ไปสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ หรือ new business model ที่ผสมผสานระหว่างการค้า การลงทุน แบบ online และ offline ควบคู่กันไป
โดยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวช่วยยกระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคของประเทศ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมนำการผลิตเพื่อสร้างห่วงโซ่แห่งคุณค่าและมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
“การยางแห่งประเทศไทยต้องมีการวางแผนดำเนินการ ดูทิศทาง และเข้าไปดูในเรื่องของการขาย ซึ่ง กยท.เองต้องเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้น ต้องทำงานในลักษณะเชิงรุก อาทิ การเข้าไปเป็นผู้เจรจาค้าขายเอง และเป็นผู้ร่วมลงทุนเอง ตามที่กฎหมายเปิดช่องทางให้ดำเนินการ
ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่จะช่วยให้ราคายางพาราสูงขึ้น และสามารถเป็นตัวกำหนดราคายางพาราของโลกได้ มาตรการส่งเสริมการลงทุน แปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราในประเทศไทยยังมีอีกมาก”
แนวโน้มดีมานด์ยางพุ่งอีก 4 ปี
แนวโน้มตลาดยางพารา “นายณกรณ์” เห็นว่า สินค้ายางพาราในช่วงต้นปี 2564 หรือไตรมาสแรกยังเป็นบวก แต่ต้องระวังปัจจัยเสี่ยงเรื่องการระบาดโควิด-19 รอบใหม่ ที่จะทำให้คู่ค้าหลายประเทศอาจล็อกดาวน์อีกครั้ง โดยเฉพาะในยุโรป และการระบาดรุนแรงในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนลดลงมาก ปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์
ซึ่งก่อนจะถึงฤดูกาลปิดกรีดก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จะมีการส่งออกยางจำนวนมาก หากไม่เร่งรัดแก้ไขปัญหาก็จะเริ่มเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกเช่นเดียวกับสินค้าเกษตรอื่น ๆ และเรือขนส่งสินค้า พร้อมทั้งราคาน้ำมันที่ยังต่ำ กระทบมูลค่าส่งออกน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินของประเทศคู่แข่ง
นายประพันธ์กล่าวว่า ล่าสุดจากที่ได้หารือกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมล้อยางมีการคาดการณ์ว่า ในปี 2025 ตลาดโลกจะมีความต้องการใช้ยางมากขึ้น จนอาจจะเกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบได้
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ กรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยท.) กล่าวว่า ขณะนี้ความต้องการน้ำยางสดเพื่อนำไปแปรรูปผลิตถุงมือยางและผลิตภัณฑ์ถุงมือยางยังอยู่ในระดับสูง
และน่าจะนานไปถึงปี 2568 โดยขณะนี้มีโรงงานผลิตถุงมือยางทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 100 แห่ง ได้ประสานงานมายังสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางฯ เพื่อตรวจสอบข้อมูลความต้องการน้ำยางสดในตลาด ซึ่งจะเป็นข้อมูลสะท้อนถึงตลาดถุงมือยางแท้จริง ก่อนจะลงทุนตั้งโรงงานขยายกำลังการผลิตเพื่อให้เป็นการลงทุนที่มีศักยภาพและประสิทธิภาพ
ถุงมือดันราคายางพุ่ง 70 บาท
นายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์สมาคมยางพาราไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มปริมาณการส่งออกยางพารา ทั้งยางแผ่นและน้ำยาง ในปี 2564 ปรับลดลง 10% จากปี 2563 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการผลิตลดลงประมาณ 10% จากปัญหาราคายางพาราคาตกต่ำลงมา 5-6 ปี ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราไม่มีเงินซื้อปุ๋ย ปัจจัยการผลิตเพื่อจะไปบำรุงต้นยาง ก็ทำให้น้ำยางลดลง
ขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยาง โดยหากเทียบสัดส่วนเมื่อ 20 ปีก่อน ไทยผลิตเพื่อส่งออก 95% ใช้ในประเทศ 5% ค่อย ๆ ลดลง จนปัจจุบันส่งออกเหลือ 85% การใช้ในประเทศเพิ่มขึ้น 15%
“จากปัจจัยดังกล่าวทำให้คาดการณ์ว่าระดับราคายางพาราปี 2564 จะขยายตัว 30-40% โดยมีโอกาสที่จะเห็นราคายางแผ่นระดับ กก.ละ 70 บาท ซึ่งระดับราคาดังกล่าวดีต่อเนื่องจากเดือนธันวาคม 2563 ราคายางพาราเรียกได้ว่าดีที่สุดในรอบ 6 ปี ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะความต้องการสูง แต่การกรีดไม่ได้เต็มที่เพราะทางใต้ฝนตก”
อย่างไรก็ตาม ปี 2564 ชาวสวนยางได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในแง่ที่หาแรงงานกรีดยางไม่ได้ จากปกติจะอาศัยต่างด้าว 25-30% โดยเฉพาะแรงงานเมียนมา และกัมพูชา แต่เมื่อมีโควิดแรงงานเดินทางกลับประเทศยังมาไม่ได้ จำนวนแรงงานไม่เพียงพอ กรีดยางได้ไม่เต็มที่ ส่วนการจะหาแรงงานไทยมากรีดแทนก็อาจจะยาก
เพราะลักษณะงานกรีดยางที่ต้องอยู่ในสวนยางมีความลำบาก คนไทยไม่นิยม และภาคใต้เข้าสู่ฤดูฝนจึงยังกรีดไม่ได้ แต่หลังจากนี้แนวโน้มความต้องการใช้แรงงานต่างด้าวยังคงมีเพิ่มขึ้น หากทิศทางราคายางสูงเช่นนี้ ไทยก็ต้องใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งการจะหันไปใช้เครื่องจักรแทนแรงงานก็ลำบากและมีต้นทุนสูง
“มาตรการแรงงานที่รัฐออกมาไม่กระทบต่อสวนยาง เพราะเราใช้แรงงานที่ถูกกฎหมาย ในอดีตอาจจะมีคนที่ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายลักลอบ แต่จากกฎหมายแรงงานปัจจุบันที่เข้มงวดและมีโทษสูงไม่มีใครกล้าใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย”
ด้าน “นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล” นายกสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย เปิดเผยว่า คาดว่าความต้องการใช้ถุงมือยางในตลาดโลกปี 2564 จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกไม่ต่ำกว่า 10% จากปี 2563 ที่มี 3.6 แสนล้านชิ้น จึงถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยผู้ผลิตถุงมือยางของไทยในการขยายตลาด เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
โดยปัจจุบันไทยมีโรงงานผลิตถุงมือยาง 19 โรงงาน มีกำลังการผลิตรวม 46,000 ล้านชิ้น กว่า 88% หรือราว 3.8 หมื่นล้านบาท สัดส่วนแบ่งเป็นถุงมือยางทางการแพทย์ และกว่า 90% ของถุงมือยางของไทยที่ผลิตได้เป็นการส่งออกขายต่างประเทศ เป็นอันดับ 2 ของโลก
ทั้งนี้ สมาคมเตรียมผลักดันผู้ประกอบการอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยให้ขยายการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทุกด้านให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตถุงมือยางโลก จากอันดับ 2 ในปัจจุบัน โดยมุ่งเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกจาก 15% เป็น 20%
เพื่อรองรับความต้องการใช้สินค้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยอยากให้รัฐเข้ามาสนับสนุนการเงินเพื่อขยายการลงทุนให้ผู้ประกอบการไทย แข่งกับผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่างมาเลเซีย และจีนที่ต่างก็ได้ขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจีนมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพิ่มในระดับใกล้เคียงกับไทยแล้ว
“ปัญหาที่สำคัญของการสร้างโรงงานยางคือ แม้ว่าไทยมีความพร้อมด้านแหล่งวัตถุดิบและเทคโนโลยี โดยเฉพาะการผลิตถุงมือยางธรรมชาติที่มีคุณภาพดี เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่อันดับ 1 ของโลกมาอย่างยาวนาน
แต่ยังมีข้อจำกัด เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI กฎระเบียบผังเมือง การขออนุญาตจัดตั้งโรงงาน ซึ่งมีกฎระเบียบหลายขั้นตอนและยากในการขอจัดตั้ง”