ดอลลาร์อ่อนค่า ตามการปรับตัวลงของบอนด์ยิลต์สหรัฐ
ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.11/13 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงจากระดับปิดตลาดในวันพุธ (15/11) ที่ระดับ 33.01/03 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเดือน โดยถูกกดดันจากการร่วงลงของตลาดหุ้นสหรัฐ รวมทั้งการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ สังเกตุได้จากดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตระกร้าเงินลบ 0.29% สู่ระดับ 93.55 ทั้งนี้ การปรับตัวลงของตลาดเงินหุ้นและตลาดตราสารหนี้ มักจะทำให้นักลงทุนลดความต้องการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้มีการเทขายดอลลาร์ และเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินเยนและทองคำ โดยราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 3 ในวันนี้ ซึ่งได้ปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และการร่วงลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อีกทั้งตลาดยังได้แรงหนุนจากความล่าช้าของการบังคับใช้กฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐ หลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐสร้างเงื่อนไขใหม่ที่เป็นอุปสรรคต่อการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว ด้วยการพ่วงการยกเลิกเนื้อหาส่วนหนึ่งของกฎหมายโอบามาแคร์เข้ากับแผนการปฏิรูปภาษี
อย่างไรก็ตาม ในคืนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยับขึ้น 0.1% ในเดือนตุลาคม สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากดีดตัวขึ้น 0.5% ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ ดัชนี CPI ได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของค่าเช่า และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพหลังจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์พัดถล่มรัฐเท็กซัสของสหรัฐ นอกจากนี้นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโกกล่าวสุนทรพจน์ที่อังกฤษในวันนี้ว่า เงินเฟ้อของสหรัฐอยู่ที่ระดับต่ำมากมาเป็นเวลานานเกินไปแล้ว ซึ่งเฟดจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการสื่อสารกับตลาด เพื่อทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าเฟดยังพร้อมที่จะทำให้เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2% อีกทั้งเฟดยังควรที่จะเปลี่ยนแปลงแถลงการณ์เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% นั้น ไม่ใช่เพดานสูงสุด
ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศนั้น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีมองว่า ปี 2561 ถือเป็นปีแห่งโอกาสของประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันรักษาระดับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปีหน้าให้อยู่ที่ระดับ 4-5% ก็จะเห็นเศรษฐกิจที่สดใสกว่าปีนี้ โอกาสสำหรับประเทศไทยในปีหน้าจะต้องเร่งดำเนินการใน 3 ส่วน คือ 1.การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 2.การเดินหน้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ และ 3.การเตรียมความพร้อมเข้าสู่โลกยุคดิจิทัล ขณะที่การประเมินแนวโน้ม GDP ในปี 2560 หลายหน่วยงานมีความเห็นสอดคล้องกันว่ามีโอกาสที่ GDP ของไทยในปีนี้จะเติบโตได้ 3.8% โดยรวมแล้วภาวะตลาดเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าจากเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 33.00-33.02 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.00/01 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (16/11) เปิดตลาดที่ระดับ 1.1780/81 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงจากราคาปิดตลาดในวันพุธ (15/11) ที่ระดับ 1.1833/34 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 1.1771-1.180 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.1780/82 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ในส่วนของค่าเงินเยนวันนี้ (16/11) เปิดตลาดที่ระดับ 113.08/10 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากราคาปิดตลาดในวันพุธ (15/11) ที่ระดับ 112.72/74 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินเยนมีแรงเทขายออกมาหลังจากแข็งค่าไปที่ระดับ 112.58 หลังจากตัวเลขยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 112.78-113.26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 113.24/26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่ต้องจับตาดูในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ราคานำเข้าและส่งออกเดือนตุลาคม (16/11) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (16/11) การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนตุลาคม (16/11) ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน (17/11) และตัวเลขการอนุญาตก่อสร้างเดือนตุลาคม (17/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.7/-0.55 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -2.0/-1.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ