เศรษฐกิจซาอุฯ โตสุดในโลก บ.น้ำมันอารัมโก กำไรพุ่ง90% แรงส่งสงคราม

Aramco’s half-year profits peaked just shy of $88 billion for the first half of the year as oil prices remain high globally. (AP Photo/Amr Nabil, File)

เศรษฐกิจซาอุฯ มีแนวโน้มสดใส และอาจขยายตัวสูงสุดในโลก หลังอารัมโกเปิดผลประกอบการรายได้และกำไรที่แสนอู้ฟู่

วันที่ 15 ส.ค. สำนักข่าว เอพี รายงานว่า เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มสดใสมากในปีนี้ หลังบริษัท อารัมโก-Saudi Arabian Oil Company เปิดผลประกอบการไตรมาสสองของปี 2565 ว่าฟันกำไรถึง 48,400 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.7 ล้านล้านบาท ทุบสถิติการทำกำไรของบริษัท

กำไรดังกล่าวมาจากรายได้ที่พุ่งสูงขึ้น 90% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เเละทำให้รายได้ครึ่งปีของปี 2565 เกือบถึง 88,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.1 ล้านล้านบาท ถือเป็นรายได้ที่มากที่สุดของบริษัทผู้ส่งออกพลังงานใหญ่ที่สุดของโลกรายนี้ นับตั้งเเต่ที่บริษัทเปิดตัวจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปลายปี 2562

FILE – An Aramco oil facility, in Jiddah, (AP Photo/Amr Nabil, File)

บริษัทแจ้งว่าจะปันผลให้ผู้ถือหุ้น 18,800 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6.6 แสนล้านบาท ตามที่สัญญาไว้ตั้งแต่นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่กำไรดังกล่าวจะส่งผลดีต่อรัฐบาลซาอุฯ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของอารัมโกด้วย

บริษัท อารัมโก เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการยกเครื่องเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย ในการลงทุนภาคธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างงานสำหรับคนรุ่นใหม่ในประเทศ

Advertisment

มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงประกาศวิสัยทัศน์ 2030 ปรับเศรษฐกิจของราชอาณาจักรให้มีความหลากหลาย ไม่พึ่งพาน้ำมันจนเกินไป ซึ่งธุรกิจน็อนออยล์หลายด้านประสบความสำเร็จ ขณที่รัฐอาศัยรายได้ของอารัมโกไปใช้จ่ายด้านสาธารณะและด้านกลาโหม

สถานะทางการเงินของอารัมโกยังส่งผลต่อเสถียรภาพของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยแสดงผลทางอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งปีนี้ นานาประเทศทั่วโลกเผชิญภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอย แต่สำหรับซาอุดีอาระเบีย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะโตถึง 7.6% เป็นอัตราสูงสุดในโลก

Saudi Crown Prince Mohammed bin Salman  (Photo by BNA (Bahrain News Agency)

ด้านบีบีซี รายงานคำแถลงของ อามิน นาสเซอร์ ประธานเเละซีอีโอบริษัทน้ำมัน ซาอุดี อารัมโก ว่าขณะที่ความผันผวนของตลาดโลกและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ เหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงครึ่งเเรกของปีนี้ได้สนับสนุนเเนวคิดของเราว่า การลงทุนต่อเนื่องในอุตสาหกรรมของเรามีความสำคัญ ทั้งเพื่อช่วยให้ตลาดยังมีอุปทานที่เพียงพอเป็นอย่างดีเเละเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงทางพลังงานอย่างเป็นระเบียบ

“ที่จริงเเล้ว เรายังคาดว่าอุปสงค์น้ำมันจะยังคงเติบโตต่อไปในช่วงที่เหลือของทศวรรษ แม้ว่าการคาดการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกในระยะสั้นชี้ว่าจะมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ถดถอย” นาสเซอร์กล่าวเสริม

Advertisment

ราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้วตั้งเเต่ก่อนสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19 และความต้องการทางตลาดได้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าอุปทาน

Handout via REUTERS

กระทั่งเมื่อเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยิ่งทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน ซึ่งส่งผลทางบวกต่อบรรดาบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลก หลายบริษัทมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างชัดเจน เช่น เอ็กซอน โมบิล ทำกำไร 17,850 ล้านดอลลาร์ เชฟรอน ทำกำไรเป็นสถิติของตนเอง 11,620 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับ บีพี บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ

นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ถึงกับกล่าวเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า “เอ็กซอน ทำเงินได้ยิ่งกว่าพระเจ้าเสียอีก”

การทำรายได้ของอุตสาหกรรมน้ำมันเหล่านี้ ขัดแย้งกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในหลายประเทศ ทำให้เกิดกระเเสเรียกร้องต่อรัฐบาลชาติต่าง ๆ ให้เพิ่มการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพิ่มขึ้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โอเปกพลัส (Opec+) ตกลงที่จะเพิ่มการผลิตขึ้นเล็กน้อยเพื่อช่วยบรรเทาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นการขึ้นที่น้อยกว่าช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามาก ทำให้ข้อเรียกร้องของบรรดาผู้นำชาติต่าง ๆ รวมถึงประธานาธิบดีไบเดน ที่ลงทุนเดินทางไปซาอุดีอาระเบีย ไม่เป็นผล

ด้านนายอันโตนิโอ กูเเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องรัฐบาลทั่วโลกให้มีการเก็บภาษีเหล่าบริษัทน้ำมันเเละก๊าซ เพื่อทัดทานการฉวยโอกาสในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน