ทำไมโจ ไบเดน จึงประกาศล้างหนี้การศึกษาแก่ชาวอเมริกันผู้มีรายได้น้อย 




Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ประกาศล้างหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้นักศึกษาอเมริกันคนละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.6 แสนบาท ที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 125,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 4.5 ล้านบาท) ซึ่งคาดว่าจะช่วยเหลือนักศึกษาจำนวน 20 ล้านคนไม่มีหนี้ทางการศึกษาอีกต่อไป

ไบเดน ยังประกาศล้างหนี้ของกองทุนเพลล์ (Pell Grants) ที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานแก่นักศึกษาระดับปริญญาตรีอีกคนละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนักศึกษากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก

“ผู้คนจะได้คืบคลานออกจากกองภูเขาแห่งหนี้สินได้เสียที” ไบเดนกล่าว

จากสถิติชี้ว่าชาวอเมริกันราว 43 ล้านคน ติดหนี้ที่กู้ยืมมาเพื่อการเรียน รวมแล้วคิดเป็นมูลค่าหนี้ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้เกือบ 1 ใน 5 เป็นหนี้ที่ติดไว้ไม่ถึงคนละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ลูกหนี้การศึกษาจำนวน 1 ใน 3 ยังเป็นหนี้โดยที่ไม่มีวุฒิการศึกษา

มาตรการผ่อนผันยุติการจ่ายคืนหนี้การศึกษาชั่วคราว เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือน มี.ค. 2020 หรือเมื่อกว่าสองปีที่แล้ว และถูกขยายต่อไปจนถึงเดือน ธ.ค. ในสิ้นปีนี้

ประธานาธิบดีไบเดน กล่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ (24 ส.ค.) ที่ผ่านมาด้วยว่า แผนการของเขาจะช่วยให้ชาวอเมริกันที่เป็นชนชั้นแรงงานและครอบครัวชนชั้นกลางให้ “มีช่องว่างให้หายใจ” มากขึ้น

นักวิเคราะห์ทางการเมือง มองว่าการประกาศล้างหนี้การศึกษาของไบเดนครั้งนี้ ก็เพื่อเพิ่มคะแนนสนับสนุนในการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. ที่จะถึง รวมทั้งเพิ่มจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ กว่าครึ่งของชาวอเมริกันที่ติดหนี้ทางการศึกษามีอายุต่ำกว่า 35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไบเดนต้องการได้คะแนนเสียงจากกลุ่มนี้

Advertisement

อย่างไรก็ตาม แผนการปลดหนี้การศึกษาของไบเดน ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงราว ๆ 3 แสนดอลลาร์สหรัฐ ($300bn) ไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่ายว่าอาจจะไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มคนที่ต้องการมากที่สุด

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

สหรัฐฯ ก็มีหนี้ กยศ. เหมือนประเทศไทย แล้วเขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การล้างหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จุดประเด็นการแสดงความคิดเห็นร้อนแรงในสื่อสังคมออนไลน์ของประเทศไทย หลังจากมีการแชร์ข้อความเชิญชวนลงชื่อ 10,000 รายชื่อ เพื่อหนุนร่างกฎหมาย ล้างหนี้ กยศ. ข้อถกเถียงด้านหนึ่งจากฝ่ายไม่เห็นด้วยมองว่า การยกเลิกหนี้ กยศ. ไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ยืมและจ่ายหนี้ตามจำนวน บางส่วนมองว่า การไม่ชำระหนี้คืนทำให้นักศึกษารุ่นต่อไปกู้เรียนไม่ได้

 การศึกษาระดับสูงถูกมองว่าเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การหารายได้ที่มั่งคั่ง แต่ต้นทุนค่าธรรมเนียมการศึกษาที่งอกขึ้นรวมทั้งหนี้จากการเรียน ทำให้เกิดความสงสัยว่า ได้คุ้มเสียหรือไม่

ตัวเลขยอดหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สูงขึ้นเป็น 3 เท่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จาก 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ($500bn) ในปี 2007 เพิ่มขึ้นเป็น 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ($1.6tn) ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ค่าจ้างของคนอเมริกันนั้นก็หยุดนิ่ง แต่ค่าธรรมเนียมการเรียนเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความว่า ยิ่งยากสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะจ่ายเงินเพื่อการศึกษา

มาร์แชลล สเตนบัม อ. สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ ผู้ศึกษาเรื่องการกู้ยืมของนักเรียนนักศึกษาบอกว่า ภูเขาแห่งหนี้ก้อนนี้ พิสูจน์แล้วว่าโมเดลธุรกิจทางการศึกษาตัวนี้กำลังล่มสลาย

“คำพูดที่เคยได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่บอกว่า วุฒิการศึกษาระดับวิทยาลัย ป.ตรี นั้นคุ้มค่า เพราะช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในตลาดแรงงาน ถ้านั่นเป็นจริงแล้วล่ะก็ เราไม่ควรต้องมีปัญหาเรื่องหนี้การศึกษามากขนาดนี้”

คนอเมริกันติดหนี้เพื่อการศึกษาเท่าไหร่

มีคนอเมริกันประมาณ 43 ล้านคนติดหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา นั่นหมายความว่า ชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่จำนวน 1 ใน 6 หรือ 3 ใน 4 ของประชากรอเมริกันที่เรียนจบอย่างน้อยชั้นมัธยมปลาย มีหนี้จากการศึกษาอยู่

โดยเฉลี่ย นักศึกษาอเมริกันติดหนี้เพื่อการศึกษากับโครงการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ อยู่ที่คนละกว่า 17,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 612,000 บาท)

มีเพียง 17% เท่านั้นที่ติดหนี้น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 360,000 บาท) ขณะที่กลุ่ม 7% ติดหนี้สูงกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,600,000 บาท)

bbc

อย่างไรก็ตาม หากดูมูลค่าหนี้ในภาพรวม  จำนวนลูกหนี้ 16% มีหนี้การศึกษาเกินกว่าครึ่งของมูลค่าหนี้รวมทั้งประเทศแล แต่ละรายมียอดกู้ยืมกว่า 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อเทียบกับลูกหนี้ที่ติดหนี้การศึกษาจำนวนเงินสูงเช่นนี้ ลูกหนี้การศึกษาที่ติดหนี้ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ไบเดนประกาศ ก็เป็นเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น

หนี้เพื่อการศึกษากระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ แค่ไหน

หนี้เพื่อการศึกษาในสหรัฐฯ มีสัดส่วนมากเป็นอันดับ 2 ของหนี้สินครัวเรือน รองจากหนี้จำนองอสังหาริมทรัพย์ หรือคิดเป็น 10% ของหนี้ครัวเรือน

ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve-FED) ระบุว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้กู้เรียนต้องจ่ายชำระหนี้ราว 222 ดอลลาร์ในทุก ๆ เดือน

แล้วหนี้สินกระทบเศรษฐกิจอย่างไร ในภาพรวม การมีหนี้สินทำให้ผู้คนที่ติดหนี้มีเงินเพื่อไปจ่ายซื้อสินค้าและบริการได้น้อยลง นั่นหมายความว่าหนี้นั้นลดทอนระบบเศรษฐกิจโดยรวม หนี้ยังสร้างความเสียหายแก่เครดิตของลูกหนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการใช้จ่ายในอนาคต

ก่อนการระบาดของโควิด ประธานาธิบดีไบเดน ประกาศระงับการจ่ายชำระหนี้เพื่อการศึกษาชั่วคราว เนื่องจากลูกหนี้ราว 3% ไม่สามารถจ่ายคืนได้ และประกาศว่าจะขยายเวลาไปถึงสิ้นปีนี้

แผนของไบเดน คือการกดเพดานหนี้ของผู้กู้เรียนในระดับปริญญาตรีให้ต่ำกว่า 5% ของรายได้คนกลุ่มนี้ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าจะช่วยลดการชำระหนี้ลงไปกว่าครึ่ง

นักวิชาการ ม.ยูทาห์ กล่าวว่า นี่เป็นการยกหนี้อีกรูปแบบหนึ่ง เพราะตั้งแต่มีมาตรการนี้เข้ามา การจ่ายชำระเฉพาะดอกเบี้ยซึ่งสูงเกินกว่าเงินต้น จะไม่ถูกรวมมาเป็นหนี้ต่อไปในอนาคต มาตรการนี้จะช่วยคนที่ติดหนี้ได้จำนวนมาก

AFP/Getty Images

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

มีความกังวลว่าการลดหนี้จะช่วยให้คนใช้จ่ายมากขึ้น แล้วจะยิ่งเพิ่มให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ส่วนมากมองว่าผลกระทบจะไม่รุนแรง เพราะการบรรเทาหนี้จะช่วยเพิ่มให้ลูกหนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์เท่านั้นโดยเฉลี่ย

อย่างไรก็ตาม อดีตรัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ เตือนว่า การล้างหนี้อาจทำให้มีความเป็นไปได้ว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น อีกทั้งโรงเรียนก็จะยิ่งเพิ่มค่าเรียนขึ้นไปอีก

คนกลุ่มไหนได้รับประโยชน์จากแผนการของไบเดน

ในความเป็นจริงแล้ว หนี้การศึกษาไม่ได้เกิดกับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกันในแต่ละกลุ่มสังคมเศรษฐกิจ

งานวิจัยจากสถาบันบรูกกิ้งส์ ระบุว่า คนผิวดำที่จบการศึกษา ป.ตรี ไปแล้ว 4 ปี มีหนี้จากการศึกษาเกือบ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าเพื่อนชาวผิวขาวของพวกเขา

นี่เป็นเพราะว่าคนผิวดำกู้ยืมเพื่อเรียนมากกว่าคนผิวขาว นอกจากนี้ตัวเลขจากสำนักงานสถิติทางการศึกษาแห่งชาติ ก็ชี้ด้วยว่า คนผิวดำที่เรียนจบ ป.ตรีหรือสูงกว่านั้น มีรายได้ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าคนผิวขาวที่เรียนจบในระดับเดียวกัน

สมาคมเพื่อสิทธิคนผิวสีในสหรัฐฯ (National Association for the Advancement of Colored People) ระบุก่อนที่แผนของไบเดนจะถูกประกาศว่า การลดหนี้ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ นั้นไม่เพียงพอ และเห็นว่าขั้นต่ำควรจะอยู่ที่ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ในทางสถิติ คนที่มีรายได้สูงที่จะติดหนี้การศึกษาสูงตามกัน วอร์ตันสคูล (The Wharton School) วิทยาลัยธุรกิจ แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ประเมินว่า ตามแผนการของไบเดน จำนวนหนี้กว่า 69-73% ที่ถูกล้างไปนั้น เป็นหนี้ของครัวเรือนที่มีรายได้ระดับบน 60% ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม นายสเตนบัม นักวิชาการ ม.ยูทาห์ บอกว่าข้อถกเถียงเหล่านี้ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการยกระดับการศึกษา หนี้ และรายได้ ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

“ยิ่งยากและยากขึ้นไปอีกที่จะได้งาน เมื่อคุณมีวุฒิการศึกษาที่ไม่สูง… ความคิดที่ว่าคนที่กู้เรียนเป็นอภิสิทธิ์ชน และคนที่ไม่ติดหนี้การศึกษาไม่มีอภิสิทธิ์ ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น”

นักวิชาการรายนี้ซึ่งสนับสนุนการล้างหนี้การศึกษา บอกว่าแผนการของไบเดนยังไม่ได้แก้ปัญหาที่ระดับรากฐาน ซึ่งนั่นคือ ค่าธรรมเนียมการศึกษาที่สูงที่กลายมาเป็นภาระของปัจเจกบุคคล

แทนที่รัฐบาลจะมีกองทุนเพื่อโรงเรียน นักเรียนนักศึกษากลับถูกให้เข้าสู่ระบบเดิม ๆ เมื่อพวกเขาไม่สามารถจ่ายได้ รัฐบาลก็เข้ามาช่วยและล้างหนี้ให้พวกเขาอีก

“เราเพียงแต่เตะกระป๋องไปเรื่อย ๆ ตามถนน และปัญหาก็ยิ่งเลวร้ายยิ่งขึ้น ๆ” นักวิชาการ ม.ยูทาห์ ระบุ

……..

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว