ธนาคารกลางทั่วโลกนำ “ทองคำสำรอง” กลับประเทศ กลัวโดนแช่แข็งแบบรัสเซีย

ทองคำสำรอง
Photo by SEBASTIAN DERUNGS / AFP

โดยทั่วไปแล้ว “ทุนสำรองระหว่างประเทศ” ของประเทศต่าง ๆ จะมีส่วนหนึ่งที่เก็บไว้นอกประเทศ ซึ่งการที่ทุนสำรองส่วนหนึ่งอยู่นอกประเทศนั้น ในด้านหนึ่งก็เป็นการกระจายความเสี่ยง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นความเสี่ยงเสียเอง ถ้าหากประเทศเจ้าของทุนสำรองนั้นโดนคว่ำบาตรจากนานาชาติ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือรัสเซียที่โดนคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกหลังรุกรานยูเครน ซึ่งหนึ่งในมารตรการคว่ำบาตรก็คือ “การแช่แข็ง” สินทรัพย์ของรัสเซียที่อยู่ต่างประเทศ ทำให้รัสเซียไม่สามารถจะนำสินทรัพย์ของประเทศตนเองมาใช้ได้

หลังจากที่ธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศต่าง ๆ เห็นตัวอย่างจากรัสเซียแล้วก็เกิดความกังวลถึงความมั่นคง-ปลอดภัยของสินทรัพย์ของประเทศตัวเอง และความคล่องตัวในการนำมาใช้ หลายประเทศจึงนำทองคำที่อยู่ต่างประเทศกลับประเทศของตนเองมากขึ้น 

สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานในวันที่ 10 กรกฎาคม 2023 ว่า อินเวสโค (Invesco) บริษัทจัดการการลงทุนรายใหญ่จากสหรัฐได้เผยแพร่รายงาน “Invesco Global Sovereign Asset Management 2023” ซึ่งสำรวจธนาคารกลาง 57 แห่ง และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศต่าง ๆ 85 กองทุน ผลการสำรวจพบว่า ธนาคารกลางที่กำลังส่งทองคำสำรองกลับประเทศของตนมีจำนวนมากขึ้น โดยเป็นการปรับเปลี่ยนการบริการจัดงานสินทรัพย์ของรัฐ เพื่อป้องกันการโดนคว่ำบาตรและแช่แข็งสินทรัพย์เหมือนที่รัสเซียโดน 

ความพ่ายแพ้ของตลาดการเงินเมื่อปี 2022 ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างกว้างขวางสำหรับผู้จัดการเงินของรัฐ ซึ่งตอนนี้กำลังทบทวนกลยุทธ์ใหม่บนพื้นฐานที่เชื่อว่า อัตราเงินเฟ้อสูงและความตึงเครียดทางการเมืองจะยังคงอยู่

การศึกษาของ Investco พบว่า กว่า 85% ของธนาคารกลางและกองทุนฯที่ร่วมตอบแบบสำรวจทั้งหมด เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อในทศวรรษหน้าจะสูงขึ้นกว่าในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งการลงทุนในทองคำและพันธบัตรของตลาดเกิดใหม่ถูกมองว่าเป็นการเดิมพันที่ดีในสภาพแวดล้อมดังกล่าว แต่การแช่แข็งทองคำและเงินสำรองของรัสเซียกว่าครึ่งของมูลค่าทั้งหมด 640,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 ทำให้ผู้บริหารจัดการสินทรัพย์ของรัฐต้องทบทวนแนวปฏิบัติในการจัดการสินทรัพย์ว่าแนวปฏิบัติหรือสูตรที่เคยทำกันมา คือ การไม่ได้นำสินทรัพย์เข้ามาเก็บในประเทศนั้นอาจมีความเสี่ยง

ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบ 60% กล่าวว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับรัสเซียทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนมากขึ้น ในขณะที่ 68% บอกว่า กำลังสำรองทองคำไว้ภายในประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ที่มีสัดส่วน 50% 

ธนาคารกลางแห่งหนึ่งไม่เปิดเผยชื่อบอกว่า “เรามีทองคำอยู่ในลอนดอน แต่ตอนนี้เราได้นำมันกลับมายังประเทศของเราเอง เพื่อถือครองมันไว้ในฐานะทรัพย์สินปลอดภัย และเพื่อรักษามันไว้ให้ปลอดภัย”

นอกจากนั้น การสำรวจประเด็นอื่น ๆ พบว่า ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์บวกกับโอกาสในตลาดเกิดใหม่ ยังกระตุ้นให้ธนาคารกลางบางแห่งกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์

สัดส่วนธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่เชื่อว่าหนี้ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเป็นผลลบต่อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐนั้น เพิ่มขึ้น 7% จากการสำรวจปีก่อนหน้า แม้ว่าส่วนใหญ่ยังคงมองไม่เห็นทางเลือกอื่นที่จะใช้เป็นสกุลเงินสำรองของโลกก็ตาม 

ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสำรวจที่มองว่าเงินหยวนของจีนเป็นคู่แข่งที่มีศักยภาพของเงินดอลลาร์สหรัฐก็ลดลงเหลือ 18% จาก 29% ในปีที่แล้ว

เกือบ 80% ของสถาบัน 142 แห่งในการสำรวจนี้เห็นว่า “ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์” เป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษหน้า ขณะที่ 83% มองว่า “ปัญหาเงินเฟ้อ” เป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สุดในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ส่วน “โครงสร้างพื้นฐาน” ถูกมองว่าเป็นประเภทสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุดในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานหมุนเวียน

ความกังวลเกี่ยวกับจีน ส่งผลให้อินเดียยังคงเป็นประเทศที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการลงทุนติดต่อกันเป็นปีที่สอง ในขณะที่เทรนด์ “near-shoring” ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทต่าง ๆ เน้นสร้างโรงงานใกล้กับตลาดที่ต้องการขายผลิตภัณฑ์ กำลังกระตุ้นให้เม็กซิโก อินโดนีเซีย และบราซิล มีความน่าสนใจมากขึ้น 


ส่วนจีน สหราชอาณาจักร และอิตาลี ถูกมองว่ามีความน่าสนใจน้อยลง ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมการทำงานจากที่บ้านและการช็อปปิ้งออนไลน์ที่ฝังมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้ “อสังหาริมทรัพย์” กลายเป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคลที่น่าสนใจน้อยที่สุด