“ปัญจอมฤต” เป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์ของอินเดียอันประกอบไปด้วยวัตถุดิบหลัก 5 ชนิด ได้แก่ นม โยเกิร์ต น้ำตาล น้ำผึ้ง และเนยใส (ฆี) แต่ยังมีอีกความหมายหนึ่งในฐานะ 5 เป้าหมายหลักของอินเดียที่จะสู้กับสภาพอากาศแปรปรวนที่นาย Narendra Modi นายกรัฐมนตรีอินเดียได้ประกาศไว้ ณ การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เมื่อปี 2564 ดังนี้
1) การเพิ่มปริมาณพลังงานสะอาด 500 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2573 โดยมีสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ 280 กิกะวัตต์ พลังงานลม 140 กิกะวัตต์ พลังงานน้ำขนาดใหญ่ 61 กิกะวัตต์ พลังงานชีวมวล 10 กิกะวัตต์ และพลังงานน้ำขนาดเล็ก 5 กิกะวัตต์
2) การเพิ่มปริมาณความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียน 50% ภายในประเทศ ในปี 2573
3) การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 1,000,000,000 ล้านตัน ตั้งแต่ปีที่ประกาศจนถึงปี 2573
4) การลดปริมาณความเข้มข้นคาร์บอน (Carbon Intensity) ของจีดีพีให้ต่ำกว่า 45% ในปี 2573
5) การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2613

นอกจากนี้ใน Mapping India’s Energy Policy 2022 ยังระบุเพิ่มเติมว่า ต้องสร้างหลักประกันให้เข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างทั่วถึงและราคาย่อมเยาตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ขององค์กรสหประชาชาติในข้อที่ 7 ว่าด้วยเรื่องพลังงานสะอาดราคาถูก
พร้อมต้องลดการปล่อยมลพิษทางอากาศเพื่อสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการยุติการสนับสนุนพลังงานฟอสซิสในประเทศและเงินทุนสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศ รวมไปถึงการเพิ่มยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 30% ในปี 2573 และการเป็นอิสระด้านพลังงาน โดยเปลี่ยนจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลมาสู่พลังงานไฟฟ้าและไฮโดรเจนแทน
อินเดียผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน
จากเว็บไซด์ Invest India ระบุว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีการใช้พลังงานมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก จากการรายงานพบว่าอินเดียมีการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยมีกำลังการผลิตพลังงานลมเป็นอันดับ 4 และพลังงานโซลาร์เป็นอันดับ 5 ของโลก รวมถึงเป็นประเทศที่ประกาศเป้าหมายใน COP26 ว่า จะมีพลังงานสะอาด 500 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573
ในปัจจุบันอินเดียมีปริมาณการติดตั้งพลังงานสะอาดเพิ่มขี้น 396% ในระยะเวลา 8 ปี และมีพลังงานสะอาดอยู่มากกว่า 179.322 กิกะวัตต์ (รวมพลังงานน้ำขนาดใหญ่และนิวเคลียร์) นับเป็น 43% จากกำลังการผลิตรวมในประเทศตามข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2566
ด้วยเหตุนี้ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มีการเติบโตในพลังงานหมุนเวียนสูงที่สุดำเมื่อเทียบเป็นปีรายปี (YoY) ถึง 9.83% ในปี 2565 โดยเฉพาะกำลังการผลิตพลังงานโซลาร์ที่เพิ่มขึ้น 24.4 เท่าจาก 9 ปีก่อน โดยการผลิตในเดือนกรกฎาคม 2566 อยู่ที่ 67.07 กิกะวัตต์ จึงทำให้อินเดียมมีกำลังการผลิตรวมของพลังงานหมุนเวียนที่ติดตั้งในประเทศเพิ่มขึ้น 128% จากปี 2558
นโยบายเพื่อพลังงานหมุนเวียน
รัฐบาลอินเดียจึงมีแผนสำหรับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอีกหลายโครงการ อาทิ แผนพัฒนา Solar Parks และ Ultra-mega Solar Power Projects ที่จะขยายจาก 20,000 เมกกะวัตต์เป็น 40,000 เมกกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566-2567 ตั้งเป้าอย่างน้อย 50 แห่ง รวมถึงการพัฒนาแอพพลิเคชั่นพลังงานแสงอาทิตย์แบบไร้โครงข่ายไฟฟ้า (off-grid) หรือโครงการ ONE SUN ONE WORLD ONE GRID ที่เชื่อมโครงข่ายไฟฟ้าจากภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อส่งผ่านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์
นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียยังออกมาตรการสนับสนุนการเติบโตของจีดีพีของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน อาทิ การอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในอินเดียโดยตรง (Foreign Direct investment หรือ FDI) จากการรายงานของกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดียคาดว่า ในปีงบประมาณ 2566 จะมีการลงทุนรวม 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 56% จากปี 2022 ที่ 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ
รวมถึงยังมีโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการผลิต (Production Linked Incentive หรือ PLI) ในพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานไฮโดรเจน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการอินเดียและดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีทันสมัย พร้อมสร้างประสิทธิภาพและเพิ่มการประหยัดต่อขนาด (economy of scale) ขณะเดียวกันก็เพิ่มการส่งออก ตลอดจนการลดขั้นตอนดำเนินงานสำหรับผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียน
ตลอดจนมาตรการ National Manufacturing Policy (NMP) ซึ่งเป็นนโยบายสนับสนุนการผลิตในอินเดียที่จะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ 25% ซึ่งจะได้แรงกระตุ้นจากนโยบาย PLI และรัฐบาลอินเดียยังได้พัฒนา 11 เขตอุตสาหกรรมเพื่อสร้างเขตอุตสาหกรรมสีเขียวที่มีความยั่งยืนด้วยโครงสร้างแบบ Plug and Play เพื่อพร้อมสำหรับการตั้งโรงงาน
รวมถึง National Logistics Policy (2565) เพื่อลดขั้นตอนและต้นทุนการขนส่ง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการค้าที่จะลดค่าขนส่งลง 13-14% ของจีดีพีให้อยู่ที่ 8% ในปี 2570 รวมถึงลดการพึ่งพาการขนส่งทางรถให้มาเป็นทางราง ทางเรือ และทางอากาศมากขึ้น โดยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการขนส่งระหว่างประเทศ
ศูนย์กลางไฮโดรเจน
อีกทั้งยังมีเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางของไฮโดรเจนทั้งผู้ใช้งาน ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไฮโดรเจนและอนุพันธ์ ตามแผน National GH2 Mission ผ่านการสร้างโอกาสการส่งออก ลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล ดึงดูดการลงทุนและโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมสร้างโอกาสในการจ้างงานและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนา
จากเว็บไซด์ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA) เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและมาตรการที่นำมาใช้จะต้องมีความรอบคอบพร้อมสร้างสมดุล 3 ด้านของการเข้าถึงพลังงานในราคาย่อมเยา ความมั่นคงด้านพลังงานและความยั่งยืน ทำให้พลังงานไฮโดรเจนสีเขียว (Green hydrogen) มีบทบาทสำคัญในการพิชิตเป้าหมายดังกล่าวนี้
เพราะเหตุนี้ทำให้อินเดียตั้งเป้าที่จะกลายเป็นศูนย์กลางของพลังงานไฮโดรเจนสีเขียวทั้งในแง่ของการผลิตและการส่งออก ซึ่งอินเดียสามารถผลิตพลังงานสีเขียวได้ 5 ล้านตัน เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฮโดรเจนสีเทาในโรงกลั่นและโรงปุ๋ย ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดถึง 28 ล้านตัน และในอนาคตจะเติบโตขึ้นอีกจนสามารถลดการปล่อนยคาร์บอนได้มากถึง 400 ล้านตันในปี 2593
จากนโยบายข้างต้นทำให้คาดว่า อินเดียจะมีปริมาณไฮโดรเจนสีเขียวอยู่ที่ 5 ล้านเมตริกตัน โดยคิดเป็นปริมาณพลังงานหมุนเวียนที่ 125 กิกะวัตต์ในปี 2573 และการแยกไฟฟ้าจากน้ำ (electrolyzer) ประมาณ 60-100 กิกะวัตต์ พร้อมสามารถดึงดูดการลงทุนได้ถึง 100 พันล้านเหรียญสหรัฐ และช่วยสร้างงานกว่า 6,000,000 คน ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50 ล้านเมตริกตัน
อินเดียพลังงานหมุนเวียน 85%
โดยปัจจุบันอินเดียถือเป็นอันดับ 5 ของโลกที่มีกำลังการผลิตพลังงานโซลาร์รองจากเยอรมัน ญี่ปุ่น สหรัฐและจีน จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น และเยอรมนี และเป็นอันดับ 4 ของโลกที่มีกำลังการผลิตพลังงานลมรองจากเยอรมัน สหรัฐและจีน ทำให้คาดว่าในปี 2590 การผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ 85% หรือ 1,225 กิกะวัตต์จากการผลิตที่ 170 กิกะวัตต์หรือ 41% ในปี 2566 และพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าที่ 3,153 พันล้านหน่วย (BU) หรือ 67% จากการผลิตไฟฟ้าที่ 353 BU หรือ 22% ในปัจจุบัน
รวมถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอันมหาศาลของอินเดียในการกลายเป็นผู้นำด้านแบตเตอร์รี่ พลังงานหมุนเวียนและพลังงานไฮโดรเจนสีเขียว รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนที่จะสร้างมูลค่าตลาดสูงถึง 8 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2573 และ IEA ยังได้คำนวณอีกว่า จะเพิ่มการลงทุนในอินเดียจากต่างชาติอย่างน้อย 160 พันล้านเหรียญสหรัฐ