ผวา “สงครามการค้า” รอบใหม่ “แบตเตอรี่ วอร์” อียู-จีน

สงครามการค้ารอบใหม่
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังโงหัวขึ้นจากวิกฤตครั้งใหญ่ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นในเวลานี้เป็นอย่างยิ่งก็คือ “สงครามการค้า” โต้ตอบกันไปมาระหว่าง 2 เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมักตรงกันข้ามกับความคาดหวังเสมอ เพราะในเวลานี้บรรดาผู้คนในแวดวงการค้าและอุตสาหกรรมในโลกตะวันตก กำลังวิตกอย่างหนักว่าอาจเกิดสงครามการค้าระลอกใหม่ขึ้นระหว่างจีนกับสหภาพยุโรป (อียู)

ความขัดแย้งทางการค้ารอบใหม่นี้ บางคนเรียกว่า “สงครามแบตเตอรี่” เพราะจุดเริ่มต้นเกิดจากอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่กำลังเป็น “เทรนด์” 
ใหม่ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา เพื่อหาหนทางลดการใช้เครื่องยนต์แบบสันดาปภายในที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้มากที่สุดและเร็วที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมรถยนต์คาดการณ์ว่า แค่เฉพาะในปี 2023 นี้ยอดขายรถอีวีทั่วโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ใน 3 เป็นกว่า 14 ล้านคัน คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 560,000 ล้านดอลลาร์

ไม่ว่าประเทศผู้ผลิตประเทศไหนก็คงไม่ต้องการแพ้และสูญเสียตลาดที่กำลังโตและมูลค่าสูงเช่นนี้ แต่มีแนวโน้มที่ว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ในยุโรปอาจกำลังพ่ายแพ้ศึกครั้งนี้ เหตุผลเป็นเพราะรถอีวีราคาถูกจากจีนหลั่งไหลกันเข้ามาในตลาดยุโรปเป็นว่าเล่น

ในสมรรถนะที่ใกล้เคียงกัน รถอีวีจากจีนราคาต่ำกว่ารถอีวีที่ผลิตในอียูมาก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? นี่คือสิ่งที่ทางการอียูต้องการหาคำตอบว่า เป็นเพราะรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนมหาศาลจนรถอีวีเหล่านั้นสามารถขายในราคาต่ำเช่นนั้นได้จริงหรือไม่

เออร์ซุลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานกรรมาธิการยุโรป ถึงได้ประกาศเริ่มต้นการสอบสวนรถอีวีจากจีนอย่างเป็นทางการว่า ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ ซึ่งเข้าข่ายดำเนินการการค้าอย่างไม่เป็นธรรมตามกฎขององค์การการค้าโลกหรือไม่ เมื่อ 13 กันยายนที่ผ่านมา

แต่ทำไมคนในแวดวงอุตสาหกรรมรถยนต์ในอียูไม่น้อยถึงไม่เห็นด้วยกับความเคลื่อนไหวครั้งนี้

นักกฎหมายด้านการค้ารายหนึ่งให้ความเห็นว่า การสอบสวนแอนตี้ซับซิดีทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นจะจะ ไม่ได้ได้มาโดยง่ายแน่นอน นอกจากนั้นการที่อียูประกาศสอบสวนเรื่องนี้ โดยไม่มีการร้องเรียนจากภาคเอกชนถือเป็นเรื่องที่ “เป็นการเมือง” อย่างยิ่ง เสี่ยงต่อการถูกตอบโต้จากทางการจีนสูงยิ่ง ซึ่งในที่สุดจะส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของอียูเอง

ความเสี่ยงอย่างแรกสุดก็คือ เสี่ยงต่อการสูญเสียตลาดในจีนที่มีมูลค่ามหาศาลไม่ใช่น้อย แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากยุโรปไม่เพียงแค่ทำได้ดีในตลาดจีนเท่านั้น ยังลงทุนมหาศาลไปกับโรงงานการผลิตและประกอบรถยนต์ของตนเองในจีนด้วยอีกต่างหาก

แบรนด์อย่าง “โฟล์คสวาเกน” เคยเป็นรถที่ขายดีที่สุดในจีน ก่อนถูกแซงหน้าไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ในขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู และเมอร์เซเดส ก็ครองตลาดรถหรูอยู่ในจีนด้วยซ้ำไป

โดยรวมแล้ว ผู้ผลิตจากเยอรมนี ครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในจีนสูงถึง 17% ที่น่าสนใจก็คือ ประเทศที่ผลักดันให้อียูเปิดการสอบสวนครั้งนี้อย่าง
ฝรั่งเศส มีส่วนแบ่งตลาดรถในจีนเพียง 0.4% (ณ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา) เท่านั้น

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้ผู้คนในอุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนี อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่ฝรั่งเศสพยายามผลักดันให้สอบสวนรถอีวีจีนนั้น ไม่เพียงพุ่งเป้าไปที่ผู้ผลิตจีนเท่านั้น ยังต้องการเล่นงานเยอรมนีพร้อมกันไปด้วย

ปัญหาใหญ่อีกเรื่องที่อาจเกิดขึ้นตามมาก็คือ ผู้ผลิตในอียูอาจถูกตอบโต้จนได้รับผลกระทบมหาศาล

จีนไม่ได้เป็นเจ้าตลาดรถอีวีของโลกก็จริง แต่ครองตลาดจนสามารถครอบงำตลาดได้ด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เพราะเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับใช้ในรถอีวี
รายใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของแบตเตอรี่ที่ผลิตกันทั้งโลกในเวลานี้

บริษัทจีนอย่าง CATL คือผู้ผลิตแบตเตอรี่รถอีวีรายใหญ่ที่สุดของโลก ไม่เพียงมีโรงงานผลิตขนาดใหญ่อยู่ 2 โรงในภาคพื้นยุโรปเท่านั้น แม้แต่โรงงานผลิตแบตเตอรี่ของฟอร์ด ในสหรัฐอเมริกา ก็เป็นการผลิตภายใต้สิทธิบัตรที่ได้รับอนุญาตจาก CATL

ทำให้ไม่ยากที่เรื่องนี้จะลามปามข้ามแอตแลนติกไปส่งผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกาตามไปด้วย

แต่สิ่งที่ชวนให้กังวลมากที่สุดก็คือ การที่อียูประกาศการสอบสวนครั้งนี้ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่า ทางการอียู พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมาตรการตอบโต้จากจีนใช่หรือไม่

ถ้าใช่ ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่ “แบตเตอรี่ วอร์” ในครั้งนี้ อาจลุกลามออกไป กลายเป็นสงครามการค้าเต็มรูปแบบระหว่างสองฝ่าย


จับตาดูกันให้ดี เรื่องนี้เป็นหนังเรื่องยาวที่ไม่จบง่าย ๆ อย่างแน่นอน