เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ซมโปะ ประกันภัย ไว้อาลัย “ฮลุน โซโล่” ขอจ่ายค่าเคลื่อนย้ายร่างกลับไทยทั้งหมด
Finance ซมโปะ ประกันภัย ไว้อาลัย “ฮลุน โซโล่” ขอจ่ายค่าเคลื่อนย้ายร่างกลับไทยทั้งหมด
สื่อเกาหลีใต้ชี้ นักท่องเที่ยวไทยวูบ 35.8% แต่คนเกาหลีแห่เที่ยวไทยเพียบ
World สื่อเกาหลีใต้ชี้ นักท่องเที่ยวไทยวูบ 35.8% แต่คนเกาหลีแห่เที่ยวไทยเพียบ
ธอส. นำร่อง “B-YOND” เอไอเอเจนต์ ยกระดับการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็ว แม่นยำ
Finance ธอส. นำร่อง “B-YOND” เอไอเอเจนต์ ยกระดับการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็ว แม่นยำ
กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงแนวทางคุ้มครอง วิดีโอในยูทูป ‘ฮลุน โซโล่’
News กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงแนวทางคุ้มครอง วิดีโอในยูทูป ‘ฮลุน โซโล่’
SET ปิดตลาดร่วง 26.36 จุด ถูกกดดันจาก Tech Sell-off ผสมแรงขายหุ้นใหญ่ “DELTA” กดดัชนี 21 จุด
Finance SET ปิดตลาดร่วง 26.36 จุด ถูกกดดันจาก Tech Sell-off ผสมแรงขายหุ้นใหญ่ “DELTA” กดดัชนี 21 จุด
‘จอร์เจีย’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวแสนล้าน
World ‘จอร์เจีย’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวแสนล้าน
ในหลวงทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต จากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวงทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต จากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน
LPN ชี้อสังหาฯชะลอตัว คนลังเลซื้อบ้านดันตลาดเช่าโต ยีลด์พุ่ง 7.5%
Real Estate LPN ชี้อสังหาฯชะลอตัว คนลังเลซื้อบ้านดันตลาดเช่าโต ยีลด์พุ่ง 7.5%
โตโยต้า ครองแชมป์ขายรถ ครึ่งปีแรก ขาย 5.39 ล้านคันทั่วโลก
Automotive โตโยต้า ครองแชมป์ขายรถ ครึ่งปีแรก ขาย 5.39 ล้านคันทั่วโลก
ราคาทองวันนี้ (30 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 700 บาท รูปพรรณบาทละ 65,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (30 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 700 บาท รูปพรรณบาทละ 65,550 บาท
ดูทั้งหมด

เศรษฐกิจโลกและไทยใต้เงาทรัมป์ ในปี 2025 เผชิญสารพัดความเสี่ยง

01 ม.ค. 2568 | 07:20น.
trump

ในปี 2025 คงไม่มีเรื่องไหนใหญ่และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากไปกว่าการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ พร้อมด้วยชุดนโยบายที่จะส่งผลกระทบไปทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้า นโยบายส่งผู้อพยพกลับประเทศ และนโยบายปกป้องการผลิตในสหรัฐ

องค์การระหว่างประเทศ สำนักวิจัย องค์กรคลังสมอง นักเศรษฐศาสตร์ สถาบันการเงิน รวมถึงองค์กรภาครัฐของประเทศต่าง ๆ ล้วนวิเคราะห์ว่า นโยบายของทรัมป์จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในด้านการค้าระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงแกร่ง-พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงและฟื้นตัวได้ (Resilient) แม้จะมีความท้าทายที่สำคัญ โดยคาดการณ์ว่าจีดีพีของทั้งโลกในปี 2025 จะเติบโต 3.3% แต่ก็ระบุว่า ความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นอาจเสี่ยงที่จะขัดขวางการเติบโตของการค้า

การค้าโลกปั่นป่วน-ปริมาณหด

นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทั่วโลกกังวลมากที่สุดเพราะมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและขนาดใหญ่ที่สุด คือนโยบายด้านการค้าและภาษีศุลกากร ซึ่งทรัมป์มีนโยบายกดดันการค้าระหว่างประเทศกับจีนเข้มข้นขึ้น โดยเสนอให้สหรัฐตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นอัตรา 60% ส่วนประเทศอื่น ๆ เสนอให้เก็บภาษีสินค้านำเข้า 10% ถึง 20% และสนับสนุนให้การค้าระหว่างประเทศเป็นระบบต่างตอบแทน (Reciprocity) โดยให้ใช้อัตราภาษีระดับเดียวกันกับที่ประเทศคู่ค้าเรียกเก็บจากสินค้าส่งออกของสหรัฐ

หลายสำนักวิเคราะห์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นโยบายของทรัมป์จะทำให้ปริมาณการค้าโลกลดลง และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในระยะหลายปีต่อจากนี้

เบอร์นาร์ด ยาริส (Bernard Yaris) นักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทวิจัยออกซ์ฟอร์ดอีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) วิเคราะห์ไว้ว่า การขึ้นภาษีของทรัมป์จะทำให้การค้าระหว่างสหรัฐกับจีนลดลง 70% จากระดับปัจจุบันที่ลดลงอยู่แล้ว จากผลของภาษีนำเข้าที่ทรัมป์ประกาศในสมัยแรก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์โดยไม่ได้เจาะจงผลกระทบจากแผนภาษีนำเข้าของทรัมป์ว่า หากเศรษฐกิจโลกมีการแยกส่วนห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) อย่างจริงจัง และมีการใช้ภาษีนำเข้าสินค้าในวงกว้าง อาจทำให้โลกสูญเสียจีดีพีไปเกือบ 7% ซึ่งเทียบเท่ากับเศรษฐกิจของฝรั่งเศสและเยอรมนีหายไปจากการคำนวณจีดีพีโลก

โพลิซีเซ็นเตอร์ฟอร์เดอะนิวเซาท์ (Policy Center for the New South : PCNS) กลุ่มงานวิจัยของโมร็อกโกออกรายงานวิเคราะห์ว่า สงครามการค้าและการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจอาจทำให้ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศอาจจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางการค้าและการย้ายห่วงโซ่อุปทาน แต่ขณะเดียวกัน อีกหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศผู้ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติและประเทศที่ด้อยพัฒนาที่สุดจะต้องเผชิญกับภาวะที่อัตราส่วนการค้าต่อจีดีพีลดลง

เอสแอนด์พีโกลบอล (S&P Global) วิเคราะห์ว่า ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงในสงครามการค้าที่เริ่มขึ้นโดยสหรัฐ ประเทศต่าง ๆ ที่เผชิญกับภาษีศุลกากรอัตราใหม่ รวมทั้งสหรัฐเองจะประสบกับภาวะการลดลงของการส่งออกและจีดีพี ส่วนประเทศที่ไม่โดนสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าก็จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากดีมานด์สินค้าที่ลดลง ทำให้ส่งออกได้น้อยลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องห่วงโซ่อุปทานหรือการตอบสนองต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง ซึ่งผลกระทบเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่าผลประโยชน์ที่อาจได้รับจากการเปลี่ยนเส้นทางการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร

เศรษฐกิจสหรัฐ-จีนชะลอ

หลายสำนักคาดการณ์ไปในทางเดียวกันว่า นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจจีนมากที่สุด โดยเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ ซึ่งภาวะเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้

ศูนย์วิจัยด้านเศรษฐกิจแห่งประเทศญี่ปุ่น (JCER) วิเคราะห์ว่า หากโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจีนอย่างน้อย 60% ตามที่เสนอไว้ในช่วงหาเสียง ผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐต่อการส่งออกของจีนจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะผนวกรวมกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจจีนแย่ลง

JCER ประมาณการผลกระทบจากอัตราภาษีของทรัมป์ต่อการส่งออกของจีนว่า หากสหรัฐจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน 10% การส่งออกของจีนจะหดตัวลง 2.3% และหากจัดเก็บภาษี 60% การส่งออกจะลดลงเกือบ 14%

ประมาณการกรณีที่คู่ค้าของสหรัฐที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้ที่มีนัยสำคัญ การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีนจะชะลอตัวลงเหลือโต 3.4% ในปี 2025 จากที่คาดว่าจะโต 4.7% ในปี 2024 แล้วจะโตได้ 4% ในปี 2026 แต่ก็จะชะลอตัวลงอีกจนกระทั่งต่ำกว่า 3% ในปี 2030 จากนั้นจะลดลงเหลือโตเพียง 1.8% ในปี 2035

JCER มองว่า ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะแพร่กระจายไปยังประเทศอื่น ๆ ในรูปแบบของ “การค้าที่ซบเซา” ซึ่งหากปริมาณการค้าโลกลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงที่เกิดวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากจีนจะลดลงประมาณ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ (Percentage Point) เมื่อเทียบกับกรณีฐานที่ไม่มีปัจจัยนี้

เงินเฟ้อสูง-ดอกเบี้ยไม่ลด

อีกความเสี่ยง คือ นโยบายของทรัมป์ที่ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้านั้นเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อสหรัฐพุ่งสูง เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้กันอยู่ในสหรัฐนั้นเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก

เจพีมอร์แกน (JPMorgan) วิเคราะห์ว่า การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าบวกกับการลดภาษีเงินได้ตามนโยบายของทรัมป์ อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นกว่าสถานการณ์กรณีไม่มีภาษีดังกล่าวประมาณ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ (Percentage Point)

เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐอาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้มากเท่าที่เคยคาดการณ์และคาดหวังกันไว้ก่อนหน้านี้ และจะส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินกับตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกอีกครั้ง ตลาดเกิดใหม่ที่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศในสกุลเงินดอลลาร์จะต้องเจอต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ครั้งล่าสุด ก็แสดงให้เห็นความน่ากังวลมากขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ส่งสัญญาณแล้วว่า ในปี 2025 จะมีการลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐมองว่าในปี 2025 ควรลดดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25%

ห่วงกระทบส่งออกไทย

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2025 ยังต้องติดตามหลายปัจจัยที่จะส่งผลกระทบ โดยเฉพาะการส่งออก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับภาคเอกชนในการตั้งเป้าหมายการส่งออก 2025 ขยายตัวที่ 2-3%

ทั้งนี้ สรท.มองว่าเศรษฐกิจและการส่งออกของไทยในปีหน้ายังมีความท้าทายมาก โดยฉพาะผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวเศรษฐกิจยุโรป กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลกระทบทั่วโลก และสงครามการค้าที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะปรับขึ้นภาษีกับสินค้าจีน และประเทศที่สหรัฐขาดดุล

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปี 2025 สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องรับมือกับนโยบายของทรัมป์ คาดการณ์ว่าจะต้องเกิดความผันผวนของเศรษฐกิจสูง การค้าโลกชะลอตัว เกิดการย้ายฐานการผลิต เกิดสงครามการค้าด้านเทคโนโลยีระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม เกิดการขึ้นภาษีจีนและประเทศที่เกินดุลสหรัฐ นอกจากนี้จะเกิดการชะลอการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เป้าหมาย Net Zero จะเลื่อนออกไป

“สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นย่อมกระทบกับไทย เช่น ไทยอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นฐานการผลิตของจีน จนส่งผลให้ถูกกีดกันทางการค้าและโดนกำแพงภาษีที่สูงตามไปด้วย จะมีการแข่งขันด้านต้นทุนมากขึ้นเมื่อเป้าหมาย Net Zero ชะลอออกไป เพราะการกลับมาเน้นที่เชื้อเพลิงฟอสซิล ผลกระทบที่ตามมาและน่าห่วงที่สุดคือการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่ถูกกีดกันจากสหรัฐอย่างรุนแรง” ประธาน ส.อ.ท.กล่าว

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2025 มีหลายความเสี่ยงที่กดดันต่อเศรษฐกิจไทย เช่น ความเสี่ยงที่เกิดจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และปริมาณการค้าโลกที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่าคาด, ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับภาคการส่งออก ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2025 มีความเสี่ยงจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐโดยเฉพาะสินค้าส่งออกหลัก อย่างอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ เม็ดพลาสติก และยางล้อ ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันเตรียมความพร้อมรับมือเจรจาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้าและส่งออกกับสหรัฐที่จะเกิดขึ้น

ค่าเงินบาทผันผวนแรงขึ้น

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” กล่าวว่า ในปี 2025 เงินบาทมีโอกาสเคลื่อนไหวได้ 2 ทิศทาง ในกรณีสหรัฐมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเงินบาทอ่อนค่า แต่อีกมุม โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ต้องการให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงเกินไป หากน้ำมันราคาไม่สูงขึ้น ทำให้การนำเข้าพลังงานของไทยไม่สูง ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวระดับกลาง ๆ ไม่ได้มีทิศทางชัดเจน ดังนั้น ภายใต้การส่งออกที่ยังไม่ได้ดีเท่าที่ควรขยายตัวระดับ 1-2% และดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้เกินดุลมาก ทำให้เงินบาทไม่แข็งค่ามากถึงระดับ 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์ จากในปี 2024 เงินบาทเคลื่อนไหวต่ำกว่า 34.00 บาทต่อดอลลาร์

“แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าจนถึงช่วงสงกรานต์ยังพอใช้ได้ โอกาสรีบลดดอกเบี้ยก็น้อยลงไป แม้ว่าเราจะเริ่มเห็นความเสี่ยงจากต่างประเทศ และงบประมาณภาครัฐไม่ได้มีจำกัดแล้ว แต่นโยบายการเงินต้องอ่านเศรษฐกิจดี ๆ แต่เรื่องภาวะการเงินตึงตัวยังมี ซึ่งเป็นสาเหตุให้ลดดอกเบี้ยได้เช่นกัน”

นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มงาน Data และ Analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือทีทีบี เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มค่าเงินบาทจะเห็นความไม่แน่นอนมากขึ้น เนื่องจากมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) นโยบายทรัมป์ 2.0 และจีน ซึ่งสร้างความอ่อนไหวต่อดอลลาร์ และราคาทองคำที่มีความผันผวนมากขึ้น ส่งผลให้ความผันผวนของค่าเงินจะกว้างขึ้น หากดูค่าเฉลี่ยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทภายใน 1 วัน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยเคลื่อนไหว (เหวี่ยง) อยู่ที่ 40-50 สตางค์ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปัจจุบันค่าเฉลี่ยการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 80 สตางค์ และคาดว่าภายในปี 2025 ค่าเฉลี่ยจะเคลื่อนไหวเพิ่มเป็น 1 บาท ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้นำเข้า-ส่งออก ดังนั้น ผู้ประกอบการควรใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการทำธุรกรรม

เศรษฐกิจไทยขาลง

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2025 จะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 2.4% โดยเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วง “ขาลง” และ “ชะลอตัว” ลงชัดเจน

อย่างไรก็ดี ดร.สมประวิณมองว่า มีปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจปรับลดลงกว่าประมาณการ 2.4% อยู่ภายใต้สมมุติฐาน 2 เหตุการณ์ คือ (1) ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงกว่าที่คาดจนลุกลามไปประเทศจีน และมากระทบไทยทางตรงและทางอ้อม (2) การเชื่อมโยงระหว่างภาคเศรษฐกิจจริงกับภาวะการเงินตึงตัว โดยอัตราการเติบโตของสินเชื่อชะลอตัวลงเนื่องจากภาคเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ภาคการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ และปี 2025 สินเชื่อจะยังคงชะลอและไปกระทบภาคเศรษฐกิจจริงได้ “วนลูป” เป็นวัฏจักร

“ดังนั้น ภายใต้เศรษฐกิจไทยที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทั้งจากนโยบาย Trump 2.0 ภาวะการเงินตึงตัวมากขึ้น รวมถึงการส่งสัญญาณนโยบายการเงินสหรัฐ ผ่านรายงาน Dot Plotของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการลดดอกเบี้ย จึงมองว่านโยบายการเงินของไทย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ซึ่งจะช่วยลดภาระการเงินตึงตัวและภาระการชำระหนี้ รวมถึงการปรับลดตามดอกเบี้ยโลกที่ปรับลดลงด้วย”