Skip to content

ทรัมป์ยังคงให้ทีมสอบสวนภาษีทำงานต่อไป อ้างมาตรา 232 แม้รัฐบาลอาจชัตดาวน์

30 ก.ย. 2568 | 09:22น.
ทรัมป์ยังคงให้ทีมสอบสวนภาษีทำงานต่อไป อ้างมาตรา 232 แม้รัฐบาลอาจชัตดาวน์

ทรัมป์จะเดินหน้าสอบสวนภาษีศุลกากรต่อไปแม้รัฐบาลจะปิดทำการ ด้านรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ระบุว่า รัฐบาลกำลังเดินเข้าสู่การชัตดาวน์ โดยตำหนิว่าสาเหตุมาจากพรรคเดโมแครต

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์จะยังคงสืบสวนการนำเข้าบางรายการ แม้ในช่วงที่รัฐบาลอาจต้องปิดทำการหรือชัตดาวน์ ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะทำให้สามารถเดินหน้าการวางกรอบทำงานสำหรับการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมในอนาคตได้

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่า จะยังคงดำเนินงานที่จำเป็นเพื่อแก้ไขผลกระทบของสินค้านำเข้าต่อความมั่นคงแห่งชาติ ภายใต้แผนฉุกเฉินกรณีปิดทำการ โดยอ้างถึงเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติสำหรับการสืบสวนดังกล่าว ซึ่งแนวทางปฏิบัติฉุกเฉินนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากแผนเดิม การสอบสวนจะยังคงดำเนินต่อไปด้วยเงินทุนที่ยังไม่หมดอายุ หากรัฐสภาไม่อนุมัติการใช้จ่ายเพิ่มเติมภายในสิ้นปีงบประมาณวันที่ 30 กันยายนนี้ ทั้งสหรัฐเริ่มปีงบประมาณ 1 ตุลาคม

โดยแผนฉุกเฉินเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 232 ของพระราชบัญญัติการขยายการค้า (Trade Expansion Act) อนุญาตให้มีการจัดเก็บภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่ถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ และรัฐบาลกำลังใช้อำนาจนี้ในการสืบสวนการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ รวมถึงไม้ เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องบิน

ทั้งนี้ ยังมีคดีความอีกมากที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยกระทรวงพาณิชย์กำลังตรวจสอบว่าการนำเข้าไม้และไม้แปรรูป เซมิคอนดักเตอร์ แร่ธาตุสำคัญ เครื่องบินพาณิชย์และเครื่องยนต์เจ็ต ระบบอากาศยานไร้คนขับ โพลีซิลิคอน และกังหันลม ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐ หรือไม่

การสอบสวนตามมาตรา 232 อาจมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น หากศาลสูงสุด (Supreme court) ตัดสินยกเลิกการใช้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act : IEEPA) ของทรัมป์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทรัมป์ใช้อ้างในการกำหนดอัตราภาษีศุลกากรเฉพาะประเทศ ซึ่งมาตรา 232 ตามกฎหมายขยายการค้าต่างจาก IEEPA โดยมาตรานี้ในอดีตเคยใช้สำหรับการคว่ำบาตร ไม่ใช่ภาษีศุลกากร ทั้งนี้ มาตรา 232 ได้รับการยอมรับมานานแล้วในฐานะอำนาจการค้าในมิติความมั่นคงแห่งชาติที่ถูกต้องตามกฎหมาย

รัฐบาลสหรัฐและสมาชิกรัฐสภายังคงไม่สามารถตกลงกันได้ ภายหลังการหารือร่วมกันที่ทำเนียบขาว เพื่อหาทางออกให้ได้ก่อนกำหนดเส้นตายในวันที่ 30 กันยายน ซึ่ง เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวว่า เขาเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังเดินไปสู่การปิดทำการชั่วคราว โดยพยายามโยนความผิดให้กับพรรคเดโมแครต ทั้งนี้ ในสมัยวาระแรกของทรัมป์ เมื่อปี 2018 รัฐบาลสหรัฐปิดทำการ 34 วัน

พรรคเดโมแครตกล่าวว่า ข้อตกลงใด ๆ ที่จะขยายงบประมาณใด ๆ จะต้องรักษาสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพที่กำลังจะหมดอายุไว้ด้วย ขณะที่พรรครีพับลิกันของทรัมป์ยืนยันว่าเรื่องสุขภาพและงบประมาณของรัฐบาลต้องแยกออกจากกัน

ชัค ชูเมอร์ แกนนำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา กล่าวว่า สองฝ่ายยังคงมีความเห็นต่างกันอย่างมาก แต่เสนอว่าพรรคเดโมแครตอาจยอมรับในประเด็นสำคัญบางประการ เช่น การขยายเวลาการอุดหนุนเบี้ยประกันภายใต้พระราชบัญญัติการดูแลสุขภาพราคาประหยัด

การปิดหน่วยงานรัฐจะทำให้การเผยแพร่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญล่าช้าออกไป รวมถึงรายงานการจ้างงานประจำเดือนกันยายนที่กำหนดจะเผยแพร่ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคมนี้ และอย่างน้อยก็จะทำให้พนักงานรัฐบาลหลายแสนคนจากราว 2.1 ล้านคนต้องพักงานชั่วคราว ในขณะที่พนักงานรัฐบาลคนอื่น ๆ ถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างเพื่อให้บริการที่จำเป็นต่อไป

และจาการที่ทรัมป์ขู่ว่าจะเลิกจ้างพนักงานรัฐบาลกลางจำนวนมากเป็นการถาวรหากรัฐบาลปิดหน่วยงาน ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พนักงานที่ถูกพักงานมักจะกลับมาทำงานเมื่อรัฐบาลเปิดทำการอีกครั้ง และได้รับเงินค่าจ้างย้อนหลัง

หุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงหลังจากสำนักงานสถิติแรงงานประกาศเมื่อช่วงดึกของเมื่อวาน (29 กันยายน เวลาท้องถิ่น) ว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงที่อาจเกิดการปิดหน่วยงานเกิดขึ้น