“สวี่ เจียยิ่น” แห่งอาณาจักรเอเวอร์แกรนด์ ภาพสะท้อนความมั่งคั่งจีน

ประวัติเจ้าของเอเวอร์แกรนด์
REUTERS/Bobby Yip/File Photo

จากเด็กยากจนในชนบท ไต่เต้าสู่การเป็นมหาเศรษฐีแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ โชคชะตาของ “สวี่ เจียยิ่น” พลิกผันไปตามการพัฒนาประเทศของจีนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และตอนนี้เขากำลังต่อสู้อย่างหนักเพื่อกอบกู้ “เอเวอร์แกรนด์” ให้พ้นจากสภาพหนี้ท่วม

วันที่ 16 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ไชน่า เอเวอร์แกรนด์” บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน กำลังถูกจับตาไปทั่วโลกว่าจะสร้างวิกฤตการเงินลุกลามไปทั่วโลกหรือไม่ ? หลังแบกหนี้สินรวมกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ และยังไม่มีอะไรรับประกันว่าจะสามารถชำระหนี้ได้ สร้างความวิตกให้กับลูกค้าและนักลงทุนนับล้านคน

ไชน่า เอเวอร์แกรนด์ เริ่มต้นกิจการเมื่อช่วงปี 2539-2540 โดยชายที่ชื่อว่า “สวี่ เจียยิ่น” ซึ่งเคยได้รับการจัดอันดับจากฟอร์บส์ให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 3 ของจีน แต่ตอนนี้เขาต้องลุ้นว่าอาณาจักรที่สร้างมากับมือจะถึงคราวล่มสลายหรือไม่

“ประชาชาติธุรกิจ” พาไปทำความรู้จัก “สวี่ เจียยิ่น” ชาวจีนที่เริ่มต้นชีวิตธุรกิจจากติดลบ ก่อนผงาดขึ้นเป็นมหาเศรษฐีแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมที่เปรียบดั่งฟันเฟืองหลักในการพัฒนาประเทศของจีน

“สวี่ เจียยิ่น” ภาพสะท้อนความมั่งคั่งของจีน

ชายอายุ 62 ปี ชื่อ สวี่ เจียยิ่น หรือ ซู เจีย หยิน ในภาษากวางตุ้ง เคยเป็นหนึ่งในชายที่ร่ำรวยที่สุดของจีนช่วงหนึ่ง เขามีรสนิยมชอบใช้แบรนด์หรู มีเรือยอชต์ส่วนตัว และยกย่องพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่นำพาเศรษฐกิจไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

แต่เอเวอร์แกรนด์กำลังตกเป็นหนี้หลายแสนล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลว่าบริษัทกำลังจะล้มละลาย จนอาจสั่นคลอนประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

นักวิเคราะห์จากแคปิตอล อีโคโนมิกส์ มองว่า บรรดาบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจีนและเจ้าหนี้ เริ่มจะคำนวณความเสียหายที่กำลังจะเกิดขึ้น

พวกเขาเตือนว่าเอเวอร์แกรนด์ใกล้จะล้มละลายแล้ว และจะทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่กับธนาคารหลายแห่ง รวมถึงผู้ถือหุ้นและผู้ซื้อบ้าน

หนี้สินรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 1.97 ล้านล้านหยวน (กว่า 3 แสนล้านดอลลาร์) ทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้

เอเวอร์แกรนด์เริ่มสะดุด หลังมีการบังคับใช้มาตรการสำหรับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ซึ่งทำให้บริษัทต้องโละขายทรัพย์สินด้วยส่วนลดที่สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ

เส้นทางความร่ำรวยของสวี่ถือเป็นภาพสะท้อนของจีน ที่พัฒนาจากสังคมชนบทและยากจน ไปสู่เศรษฐกิจขนาดมหึมาดังเช่นทุกวันนี้

มหาเศรษฐีผู้นี้ เสียมารดาไปตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบ เขาเคยเล่าเรื่องนี้ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์เมื่อปี 2560 และบอกด้วยว่า เขาต้องต้องกินมันเทศและขนมปังนึ่งตลอดช่วงวัยเรียน

“ตอนนั้น ความปรารถนาสูงสุดของผมคือการได้ไปจากบ้านนอก หางานทำ และได้กินอาหารที่ดีขึ้น”

หลังออกจากโรงเรียนเมื่อปี 2519 ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของการปฏิวัตินวัตกรรม ซึ่งกินเวลานานนับทศวรรษ เขาประสบปัญหาในการหางาน

เมื่อวิทยาลัยเปิด สวี่ได้ศึกษาด้านโลหะวิทยา ก่อนจะได้รับมอบหมายให้ทำงานในโรงงานเหล็กของรัฐบาล

เขาออกจากเมืองเสิ่นเจิ้นในปี 2535 ซึ่งเป็นเมืองหัวใจสำคัญในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ในช่วงยุค 1990 ก่อนจะก่อตั้งเอเวอร์แกรนด์ในปี 2539

อพาร์ตเมนต์ 323 ห้อง ในโครงการแรกของบริษัท ขายหมดภายในครึ่งวัน ทำรายได้ 80 ล้านหยวน

จากนั้น เอเวอร์แกรนด์จึงทุ่มเทให้กับการพัฒนาเพื่อมวลชน การสร้างอพาร์ตเมนต์ตามความต้องการทั่วประเทศจีน และใช้ประโยชน์จากความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว

บริษัทได้จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อปี 2552 โดยระดมทุนได้ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ขึ้นแท่นเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนรายใหญ่ที่สุดของจีน และดันให้สวี่กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในจีน ด้วยทรัพย์สิน 42,000 ล้านหยวน

เมื่อปี 2553 สวี่ซื้อทีมฟุตบอลกว่างโจว ก่อนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ทุ่มเงินให้กับผู้เล่นและโค้ชระดับโลก

แม้จะเป็นหน้าใหม่ในวงการขณะซื้อทีม แต่สวี่ได้ช่วยให้ทีมชนะการแข่งขันถึง 8 ครั้ง

นอกจากนี้เขายังจัดการพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่นการปรับผู้เล่นที่ท้าทายผู้ตัดสิน และตั้งกฎ 5 ข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้นระบุว่า ผู้เล่นจำเป็นต้องเชื่อฟังคำตัดสินของผู้ตัดสินโดยไม่มีเงื่อนไข


บริษัทของเขายังลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า การท่องเที่ยว และน้ำดื่มบรรจุขวด

ข้อมูลจากเว็บไซต์ ซูเปอร์ยอชต์แฟน ระบุว่า สวี่เป็นเจ้าของเรือยอชต์มูลค่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เขายังมีเครื่องบินส่วนตัว ซึ่งสื่อออสเตรเลียรายงานว่าเขาเคยใช้สำรวจทำเลในซิดนีย์ เมื่อปี 2557

สวี่ยังเป็นที่รู้จักในแง่การใช้แบรนด์สินค้าหรูหรา โดยเฉพาะแบรนด์แอร์เมสจากฝรั่งเศส มีคนตาดีเคยเห็นเขาสวมเข็มขัดแอร์เมสไปร่วมการประชุมระดับชาติเมื่อปี 2555 ด้วย

บางคนมองว่าความสำเร็จของเขามาจากสายสัมพันธ์อันใกล้ชิด โดยเฉพาะกับน้องชายของอดีตนายกรัฐมนตรี “เวิน เจียเป่า” แต่สวี่อ้างว่าความสำเร็จของเขาเกิดจากการศึกษาและพรรคคอมมิวนิสต์

“หากไม่ได้สอบเข้าวิทยาลัยระดับชาติ ผมคงยังอยู่ในชนบท หากไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 14 หยวน ผมคงไม่สามารถไปวิทยาลัยได้ หากปราศจากการปฏิรูปและการเปิดประเทศ เอเวอร์แกรนด์จะไม่เป็นอย่างทุกวันนี้”

“ทุกอย่างในเอเวอร์แกรนด์ได้รับมาจากพรรคคอมมิวนิสต์ รัฐและสังคม”

แต่ตอนนี้สวี่กำลังเผชิญมาตรการควบคุมความมั่งคั่งของรัฐบาล ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งกำลังขับเคลื่อน “ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันต้านความร่ำรวยมหาศาล”

เมื่อปี 2560 ความมั่งคั่งของสวี่อยู่ที่ 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์ก

แต่ตอนนี้เหลืออยู่ไม่ถึง 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังสูญเสียเงิน 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อช่วงต้นปี เนื่องจากมูลค่าที่ลดฮวบของเอเวอร์แกรนด์

 

 

 

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ