เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
Real Estate ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
Politics มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
Business ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
News แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
Politics อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
Politics ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
News ‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
กทม.จับคู่ ‘บ้าน-คนกรุง’ ช่วยอสังหาฯระบายสต๊อก 
Real Estate กทม.จับคู่ ‘บ้าน-คนกรุง’ ช่วยอสังหาฯระบายสต๊อก 
“บางจาก” ยันผลทดสอบ ‘ท่อส่งน้ำมัน’ ถนนเชื้อเพลิงไม่พบรอยรั่ว
Economic “บางจาก” ยันผลทดสอบ ‘ท่อส่งน้ำมัน’ ถนนเชื้อเพลิงไม่พบรอยรั่ว
ดูทั้งหมด

ลิตเติ้ลอินเดีย : พาหุรัดที่ไม่ได้มีแค่ผ้า สนทนาชาวไทยเชื้อสายอินเดียเจนฯ 3

20 ต.ค. 2565 | 13:52น.
  • เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • วิดีโอโดย นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม ผู้สื่อข่าววิดีโอบีบีซีไทย
สุรัตน์ โหราชัยกุล บอกว่า เทพเจ้าในอินเดียมีราว 33 ล้านองค์

ที่มาของภาพ, SOPA Images/LightRocket/Getty Images

พาหุรัดกำลังจะกลายเป็นพื้นที่ที่โอบล้อมไปด้วยแสงไฟในช่วงสุดสัปดาห์นี้ อันถือเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมให้ย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ เป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการในฐานะ “ลิตเติ้ลอินเดีย” (The Little India)

ในระหว่างวันที่ 21-23 ต.ค. กรุงเทพมหานคร (กทม.) และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี/ดีปาวลี (Diwali/Deepavali) หรือที่รู้จักในชื่อ “เทศกาลแห่งแสงสว่าง” ให้แก่ชาวอินเดียโพ้นทะเล

กทม. คาดหวังว่า พาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง-สะพานเหล็ก จะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ อยู่ในโรดแมปของนักท่องเที่ยว เหมือนที่นักท่องเที่ยวไม่พลาดการเดินทางไปเยือนไชน่าทาวน์ที่ ถ.เยาวราช

ก่อนจะถึงวันนั้น บีบีซีไทยลงพื้นที่สำรวจย่าน “อินเดียน้อย” ฟังเรื่องเล่าของชาวพาหุรัด

ทัวร์พาหุรัดกับไกด์ชาวไทยเชื้อสายอินเดียเจนฯ 3

“หลายคนคิดว่าพาหุรัดขายผ้าอย่างเดียว ไม่ใช่เลยครับ พาหุรัดมีวัฒนธรรมเยอะมาก การมีวัฒนธรรมคือมีอาหาร เสื้อผ้า ศาสนา ผู้คน มีหลายอย่างอยู่ในจุดเดียว มาเที่ยวพาหุรัดจะได้ทุกรสชาติ” นิกร ซัจเดว กรรมการบริหารสมาคมอินเดียแห่งประเทศไทย เกริ่นนำ ก่อนรับบทไกด์นำบีบีซีไทยทัวร์ย่านพาหุรัดที่เขาเรียกมันว่า “ลิตเติ้ลอินเดีย”

ผ้าม้วน ผ้าเมตร วางจำหน่ายเป็นการทั่วไปในย่านพาหุรัด ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดค้าส่งและค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

ชายเชื้อสายอินเดียรุ่นที่ 3 ผู้ประกาศว่าตัวและหัวใจเป็นคนไทย 100% ชวนตั้งต้นจากประตูด้านหลังวัดซิกข์ เดินลัดเลาะไปตามตรอกข้างห้างอินเดีย เอ็มโพเรียม ที่ถูกเรียกว่า “ตรอกเอทีเอ็ม” อันเป็นชื่อเดิมของห้างแห่งนี้ สองข้างทางมีร้านขายผ้า เสื้อผ้า และชุดสำเร็จรูปที่รับมาจากอินเดียเรียงราย เห็นสาว ๆ ที่ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ชาวอินเดียกำลังลองชุดส่าหรี พันผ้า และโพสต์ท่าให้เพื่อนถ่ายรูป

ถ้าหญิงรายใดต้องการเพิ่มศิลปะบนเรือนร่าง ก็มีสมุนไพรเฮนน่าและอุปกรณ์เพนท์ครบชุดวางจำหน่ายอยู่ที่ร้านขายเครื่องประทินโฉม ส่วนร้านขายของเสริมหล่อของบรรดาสุภาพบุรุษ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันบำรุงผมหรือหนวด ก็หาซื้อได้โดยง่ายที่นี่

นอกจากนี้ยังมีร้านขายถั่วและธัญพืชนานาชนิด ร้านขายเครื่องเทศและวัตถุดิบในการปรุงอาหารอินเดีย ร้านผลไม้ ร้านขนมหวาน เห็นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่สวมผ้าโพกศีรษะกำลังล้อมวงกินของหวาน-จิบน้ำชา-สนทนาอย่างออกรสด้วยภาษาปัญจาบี หลังเสร็จสิ้นการเจริญธรรมที่วัดในเช้าวันอาทิตย์

ใกล้กันมีร้านขายอาหารฮาราลให้บริการชาวมุสลิมอินเดีย

เดินต่อไปอีกนิด เจอศาลเจ้าพาหุรัดตั้งอยู่กลางตรอกอย่างเงียบ ๆ

หลายคนอาจไม่รู้ว่ามีศาลเจ้าของชาวไทยเชื้อสายจีนตั้งอยู่กลางพาหุรัด

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai

สาวเท้าต่อไปอีกไม่กี่ก้าว กลิ่นกำยานและควันธูปก็ลอยมาแตะจมูก บอกใบ้ว่าร้านขายเครื่องหอม ทั้งกำยาน น้ำมันหอม ธูปเทียนหอม ตะเกียงดินเผา อยู่เบื้องหน้า ใกล้กันมีร้านขายเครื่องบูชาและเทวรูป มีชาวฮินดูกำลังจับจ่าย-เตรียมของรับเทศกาลดิวาลีที่กำลังจะมาถึง

ในตรอกนี้ยังมีร้านขายหมากหวาน โดยมีแม่ค้านั่งซอยหมาก ห่อแบบสด ๆ ก่อนส่งให้ลูกค้ากินทีละคำ สนนราคาอยู่ที่คำละ 10 บาท

“ต้องเคี้ยวนานนะหนู หวาน ๆ เพราะมีมะพร้าว ถ้าหมากไทยกินแล้วเผ็ด อันนี้เคี้ยวไปเรื่อย ๆ ปากหอมด้วย ช่วยระบบย่อยด้วย” ลูกค้าประจำที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะหมากแนะนำ

paan

ที่มาของภาพ, SOPA Images/LightRocket/Getty Images

ซาโมซ่ารูปทรงคล้ายกะหรี่ปั๊บ ไส้ในเป็นมันฝรั่งผสมเครื่องเทศ ถั่ว ผัก และเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ก่อนนำไปชุบแป้งทอด

ที่มาของภาพ, SOPA Images/LightRocket/Getty Images

ก่อนสุดตรอก-ทะลุไปออก ถ.จักรเพชร ราเชนท์ เจ้าของร้าน “ซาโมซ่า คอนเนอร์” กำลังหย่อนแป้งรูปสามเหลี่ยม-ไส้แน่นลงกะทะอย่างบรรจง โดยมีลูกค้าต่อแถวรอซื้อจนล้นไปบนบาทวิถี

ในวันเสาร์-อาทิตย์อย่างนี้ ราเชนทร์ต้องเตรียมแป้ง-เตรียมเครื่องมาห่อแป้งซาโมซ่าถึง 800 ลูก เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

“ถ้ามาพาหุรัด ต้องมาทานซาโมซ่าครับ เจ้านี้เก่าแก่ที่สุด ผมกินมาตั้งแต่เด็ก ๆ อร่อยจริง ๆ ขายมา 60 ปีแล้ว ตั้งแต่รุ่นพ่อ สมัยก่อนลูกละบาท เดี๋ยวนี้ลูกละ 15 บาทแล้ว” นิกรเล่า

จากนั้นเขาพาข้ามถนน เดินลัดเลาะเข้าอีกตรอก จนทะลุไปออกถนนคนเดินเลียบคลอง

“Welcome to (ยินดีต้อนรับสู่) คลองโอ่งอ่าง สดใส น้ำสะอาด บรรยากาศเหมือนอยู่เมืองนอก มีทั้งร้านอาหารไทย อินเดีย” นิกร ไกด์กิตติมศักดิ์นำชม 1 ใน 4 พื้นที่จัดงาน

  • คลองโอ่งอ่าง : พื้นที่จัดกิจกรรมบันเทิงและการแสดง มีดีเจเปิดเพลงอินเดีย, มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองของอินเดีย, โชว์แสงสีเสียงสไตล์บอลลีวูด และจำหน่ายอาหารอินเดียทุกภาค
  • ห้างอินเดีย เอ็มโพเรียม : พื้นที่จัดแสดงด้านการท่องเที่ยว และโชว์เคสให้คนไทยไปท่องเที่ยวอินเดีย
  • หน้าห้างไชน่าเวิลด์ : พื้นที่ทางศาสนาและวัฒนธรรม เปิดให้สักกาะบูชาพระพิฆเนศ และพระแม่ลักษมี เพื่อเสริมดวงชะตา โชคลาภ เพิ่มความสำเร็จให้ชีวิต
  • วัดซิกข์ : พื้นที่ทางศาสนาและวัฒนธรรม และยก “โรงแบ่งปัน” มาแจกจ่ายอาหารให้ประชาชน
เวทีหลักของงานดิวาลีตั้งอยู่ที่ถนนเลียบคลองโอ่งอ่าง ในภาพมี นิกร ซัจเดว (คนที่สองจากขวามือ) ร่วมแถลงข่าวกับรองผู้ว่าฯ กทม. และคณะผู้จัดงาน

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร

หัวหน้าผู้จัดงานเทศกาลดิวาลี บอกว่า กทม. ต้องการจัดงานปีใหม่ให้ชาวไทยเชื้อสายอินเดียซึ่งมีอยู่ราว 4.64 แสนคน พร้อมเชิญชวนคนไทยมาร่วมฉลองปีใหม่อินเดียที่พาหุรัด อีกทั้งยังคาดหวังว่าจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอินเดียให้แก่ประเทศได้ในช่วงดิวาลีของทุกปี

แม้ยอมรับว่าชาวอินเดียอพยพรุ่นแรกเหลืออยู่น้อยมากที่ ถ.พาหุรัด หลายครอบครัวย้ายไปตั้งรกรากและทำธุรกิจโรงแรมที่ ถ.สุขุมวิท ขณะที่บางส่วนไปทำธุรกิจยานยนต์อยู่ที่ ถ.พระราม 9 แต่นิกรบอกว่าชาวอินเดียโพ้นทะเลหลายครอบครัวก็ยังค้าขายอยู่ที่พาหุรัด

“การพัฒนาย่านพาหุรัดให้เป็นลิตเติ้ลอินเดียไม่ใช่เพื่อชาวอินเดีย แต่เพื่อชาวชุมชนที่อยู่เขตพระนคร เพราะหลัง 5 โมงเย็น บรรยากาศเงียบเหงา ซบเซามาก กทม. จึงต้องการชุบชีวิตชีวาของย่านนี้” นิกรกล่าว

ชมวิถีแห่งซิกข์ที่คุรุดวารา

โดมรูปดอกบัวสีทองที่อยู่ด้านบนตัวอาคารสีขาวสูง 7 ชั้น แลเห็นได้จากระยะไกล เป็นสัญลักษณ์ของชุมชนผู้นับถือศาสนาซิกข์ในไทย

บรรพบุรุษของ ปินเดอร์ปาลซิงห์ มาดาน ประธานสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา คือชาวซิกข์รุ่นแรกที่เข้ามาค้าขายในสยามราวปี 2403 (ค.ศ. 1860) โดยปู่ทวดของเขาหนีภัยสงครามมาจากแคว้นปัญจาบ ทางตอนเหนือของอินเดีย และมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2425 (ค.ศ. 1882) ในช่วงเปิดประเทศ-ปฏิรูปสยามให้ทันสมัย

“รัชกาลที่ 5 พระราชทานถิ่นฐานให้สังคมของพวกเราได้มาเริ่มตั้งรากฐานที่นี่ (พาหุรัด) ตั้งวัด และทำมาหากิน ประวัติศาสตร์ของพวกเราจึงเริ่มต้นที่นี่” ปินเดอร์กล่าว

การสวดเจริญธรรมในเช้าวันอาทิตย์ เป็นหนึ่งในวิถีซิกข์

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

วงจรชีวิตของชาวซิกข์ทุกคนสัมพันธ์กับวัดตั้งแต่เกิดจนตาย ทำให้คุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภาที่ตั้งอยู่บน ถ.จักรเพชร เป็นศูนย์กลางทางสังคมของชาวซิกข์ ซึ่งปินเดอร์คาดการณ์ว่ามีเกือบ 1 แสนคนในไทย โดยครึ่งหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ

เมื่อเด็กเกิด ครอบครัวและญาติมิตรต้องมาทำพิธีเจริญธรรม สวดมนต์ขอพร และทำพิธีตั้งชื่อบุตรซึ่งมาจากพระมหาคัมภีร์ >> เข้าพิธีรับน้ำอมฤต >> เมื่อเด็กโตก็มีพิธีการโพกศีรษะสำหรับเด็กชาย >> เมื่อมีครอบครัวก็จัดพิธีสมรสต่อหน้าพระพักตร์ของพระศาสดา >> เมื่อถึงปลายทางของชีวิตก็ทำพิธีศพ และมาสวดภาวนาครั้งสุดท้ายที่วัด

“ดังนั้นวงจรชีวิตของชาวซิกข์ทั้งหมดเริ่มต้นที่วัดนี้และจบที่วัดนี้” ปินเดอร์บอก

ไม่เฉพาะชาวซิกข์ที่ต้องมาประกอบพิธีกรรมสำคัญและเจริญธรรมทุกวันอาทิตย์ แต่ศาสนสถานแห่งนี้ยังมีโอกาสต้อนรับศาสนิกชนอื่น ด้วยเพราะการตั้ง “ครัวทาน” หรือโรงครัวสาธารณะที่เปิดให้คนทั่วไปรับประทานอาหารร่วมกันโดยไม่แบ่งเชื้อชาติ วรรณะ ศาสนา และเพศ เป็นส่วนหนึ่งของการถือปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาซิกข์ที่ให้ช่วยเหลือแบ่งปันแก่เพื่อนมนุษย์-เพื่อตอบแทนสังคม จึงไม่แปลกหากจะปรากฏภาพนักท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็คเกอร์รับถาดอาหารจาก “โรงแบ่งปัน” มานั่งทานอย่างสงบเสงี่ยมบนพื้น ข้าง ๆ ศาสนาจารย์ สังคีตจารย์ และซิกข์ศาสนิกชน

เมื่อเข้ามาในบริเวณวัด ชาย/หญิงผู้นับถือศาสนิกอื่นจะได้รับแจกผ้าโพก/ผ้าคลุมคีรษะ โดยชายต่างศาสนาคนนี้แวะมารับประทานอาหารจาก "โรงแบ่งปัน"

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

วัดซิกข์แห่งแรกของไทยที่มีอายุ 90 ปี ยังดึงดูดทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติผู้สนใจในวิถีแห่งซิกข์ให้แวะมาเยือนเพื่อสัมผัสอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และร่วมงานเฉลิมฉลองในวันสำคัญทางศาสนาด้วย

เปิดตำนานร้านอาหารอินเดีย

ห่างไปเพียง 60 เมตรจากวัดซิกข์ คือที่ตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย รอยัล อินเดีย (Royal India) แม้หลบอยู่ในตรอกแคบ ๆ แต่ 7 โต๊ะนั่งทานที่ร้านแทบไม่เคยว่างเว้นจากลูกค้าโดยเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

พื้นที่หน้าร้านเป็นครัวเปิด เผยให้เห็นเชฟ 2 คนกำลังต้ม ผัด แกง ทอดอย่างขะมักเขม่น โดยมีกลิ่นเครื่องเทศและสมุนไพรหอมอบอวลเป็นระยะ

ใกล้กันมีตู้โชว์ขนมหลากสีสัน สะกดสายตา-เย้ายวนใจคนรักของหวานให้ต้องลิ้มลอง

ในช่วงดิวาลี สมคิดบอกว่าต้องปิดครัวอาหาร 3 วัน เพื่อทำขนมหวานอย่างเดียว เพราะออเดอร์ขนมเพิ่มเป็นวันละหลายพันกิโลฯ จากปกติอยู่ที่หลักร้อยกิโลฯ โดยเฉพาะขนมลาดู ขนมโมทกะ ที่ชาวไทยเชื้อสายอินเดียนำไปถวายพระพิฆเนศและพระแม่ลักษมี

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

ปู่ของ สมคิด สิริกุมารกุล เป็นอีกชีวิตที่หนีสงครามแบ่งแยกดินแดนระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน มาจากลาฮอร์ เมืองหลวงของแคว้นปัญจาบ โดยล่องเรือจากอินเดีย ผ่านแหลมปีนังของมาเลเซีย ก่อนตัดสินใจขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของสยาม เดินต่อมายังกรุงเทพฯ ในปี 2490 (ค.ศ. 1947) และลงหลักปักฐานที่ย่านบ้านหม้อ

“ตอนนั้นคุณปู่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีช่องทางทำกิน ก็เลยไปทำกับข้าวและขนมหวานดูแลคนที่มาวัดซิกข์ หลายคนชมว่าอร่อย ทำไมไม่เปิดร้านอาหารละ คุณปู่ก็เลยทดลองทำขาย เริ่มจากใส่กล่องไปส่งให้ลูกค้าตามบ้าน ก่อนขายหาบเร่อยู่หน้าวัดซิกข์ และมีหน้าร้านของตัวเองในที่สุด” สมคิดย้อนประวัติร้านอาหารของตระกูลที่สืบทอดกิจการมา 3 ชั่วอายุคนแล้ว

กุลฟี, กุหลาบจามุน และราสมาลัย คือของหวาน 3 เมนู ฝีมือ ปู่โมคัมจัน ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “สุดยอด” และสร้างรายได้อย่างงดงามให้แก่ครอบครัวในช่วงตั้งตัว

ปี 2503 (ค.ศ. 1960) คุณปู่ก่อตั้งร้านขายอาหารคาว-หวาน ใช้ชื่อร้านว่า โมคัมจัน แอนด์ ซัน (Mokamchand and Son) ตั้งอยู่ที่อาคารพาณิชย์ริม ถ.จักรเพชร จากนั้นสืบทอดกิจการต่อมาถึงรุ่นลูก ทว่าย้ายทำเลเข้ามาอยู่ในตรอกใกล้ ๆ กัน แต่ยังได้รับการบอกต่อแบบปากต่อปากว่า “อาหารชั้นหนึ่ง” จึงเลือกใช้คำว่า รอยัล อินเดีย เป็นชื่อร้าน ปัจจุบันร้านอาหารแห่งนี้ตกทอดมาถึงรุ่นหลาน โดยมีสมคิดและน้อง ๆ ช่วยกันดูแล-ขยายกิจการ จนได้ “ขึ้นห้าง” เปิดร้านบนห้างสรรพสินค้าชั้นนำอีก 3 สาขา

ถึงวันนี้ชื่อ รอยัล อินเดีย ยังเป็นหนึ่งในร้านอาหารแนะนำของนิตยสารท่องเที่ยว โลนลี แพลนเน็ต (Lonely Planet) ต่อเนื่องมาหลายสิบปี จึงมีลูกค้าแวะมาลิ้มลองรสชาติอินเดียแท้ ๆ ไม่ฟิวชันอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็น นักท่องเที่ยว ชาวอินเดียที่อยู่ในไทย หรือคนไทยที่ตามรอยภาพยนตร์คังคุไบมาชิมอาหารแดนภารตะ

สมคิดเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านรอยัล อินเดีย

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

อย่างไรก็ตามสมคิดยอมรับว่าปัจจุบันมีคู่แข่งมากขึ้น เฉพาะย่านพาหุรัดก็มีนับสิบร้าน อีกทั้งรสนิยมและรสชาติอาหารก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จึงต้องส่งเชฟของทางร้านไปอัพเดทเทรนด์ที่อินเดีย สลับกับเชิญเชฟชาวอินเดียมาให้คำแนะนำเป็นครั้งคราว

ที่น่าสนใจคือ พ่อครัวหลัก และ แม่เขียง ของ รอยัล อินเดีย เป็นสามี-ภรรยาชาวอุบลราชธานีและร้อยเอ็ดที่ประจำการอยู่ที่ร้านตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ และมาถึงรุ่นหลาน

“ผมเรียนรู้สูตรจากคุณปู่ ก็ฝึกทำ ตอนแรกไม่รู้หรอกว่ารสชาติมันต้องเป็นยังไง ก็อาศัยถามลูกค้าเอาว่าแบบนี้ได้ไหม พอเขาบอกได้ ดี เราก็จำไว้” เชฟบุญทัน วัย 68 ปี กล่าวและว่า ถ้าเป็นคนไทย ก็ต้องลดเครื่องเทศลงหน่อย แต่ถ้าเป็นคนอินเดีย ก็จัดไปได้เต็มที่เลย

ขณะเดียวกันร้านอาหารอินเดียที่มีอายุ 6 ทศวรรษ ยังมีเคล็ด(ไม่)ลับที่ทำให้ยืนอยู่ได้ท่ามกลางภาวะแข่งขันสูง

“คุณปู่กับคุณพ่อสอนผมว่าถ้านักท่องเที่ยวมา เขาต้องได้ทานอาหารเหมือนเวลาทานข้าวอยู่ที่บ้าน รสชาติอาหารที่เราทำ จะเหมือน homely food คุณสามารถทานได้ทุกวัน ไม่รู้สึกว่าหนักมาก นี่เป็นจุดเด่นของร้านเรา” สมคิด หนึ่งในหุ้นส่วนร้านรอยัล อินเดีย เผย

indian food

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

ดิวาลี จุดเปลี่ยนภาพลักษณ์ไทยในสายตานักท่องเที่ยว ?

ด้วยเพราะอาหารมีส่วนสำคัญในการเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง อาหารจึงเป็นทั้ง แรงดูด และ แรงผลัก ให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทาง

ภายหลังวิกฤตโควิด-19 ไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวชาวอินเดียเป็นหลัก เนื่องจากตลาดจีนยังไม่กลับมา ล่าสุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้มีแนวโน้มเห็นนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางมาไทย 8-9 แสนคน ซึ่งยอดสะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 5.6 แสนคน เป็นรองแค่มาเลเซียเท่านั้น

ปรีชา จำปี หรือ “วิคกี้” กรรมการผู้จัดการ เดสติเนชั่น สยาม (Destination Siam) เล็งเห็นว่า อินเดียเป็น “ตลาดที่มีศักยภาพสูง” สะท้อนผ่านค่าใช้จ่ายต่อหัวราว 50,000 บาท/ทริป และเป็น “ตลาดแห่งอนาคต” เนื่องจากมีประชากรเด็กมากที่สุดถึง 600 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 1,400 ล้านคน โดยคนกลุ่มนี้พร้อมออกท่องเที่ยวในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ขณะที่ตลาดปัจจุบันของไทย ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว

แต่ถึงกระนั้น ปรีชา ผู้เป็นนายทะเบียนสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า (Association of Thai Travel Agents – ATTA) วิจารณ์ว่า “ไทยยังไม่มีความพร้อมในการจับตลาดอินเดีย” เพราะไม่เข้าใจบริบท

ในฐานะคนเชื้อสายอินเดียรุ่นที่ 3 ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และโลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากว่า 15 ปี ปรีชาชี้ว่าอาหารคือปัญหาใหญ่ของนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย

“นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเขากินได้ทุกอย่างที่เราเสริฟ ร้านอาหารไหนก็เข้าได้ แต่คนอินเดียมีข้อจำกัดในการกิน มีคนอินเดียเกือบ 400 ล้านคนประกาศตัวเป็น pure vegetarian (มังสวิรัติบริสุทธิ์) แต่ตอนนี้เราเอาคนกินเจอินเดียไปเที่ยวเชียงใหม่ กาญจนบุรี เขาใหญ่ เขาไม่รู้จะกินยังไง อาหารเช้าโรงแรมก็กินได้ไม่กี่อย่าง นั่นคือปัญหา” ปรีชากล่าว

เด็กหญิงเข้าร่วมเทศกาลในรัฐปัญจาบ

ที่มาของภาพ, Getty Images

จากปัจจัยเรื่องอาหาร พัฒนาสู่อีกปัญหาว่าด้วยการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวจากแดนภารตะในพื้นที่เดิม ๆ เพียง 3-4 แห่งที่มีร้านอาหารอินเดียคือ อ.ป่าตอง จ.ภูเก็ต, เมืองพัทยา จ.ชลบุรี และย่านสุขุมวิทและประตูน้ำ กรุงเทพฯ

“ปัญหาของการกระจุกตัว ทำให้เราไม่ได้คุณภาพของนักท่องเที่ยว เพราะเรากำลังเอาลูกค้า 3 ดาว 4 ดาว 7 ดาวมาไว้ที่ที่เดียวกัน คนที่จ่ายแพงกับคนที่จ่ายถูกได้มาเที่ยวที่เดียวกัน แน่นอนว่าเขาย่อมไม่แฮปปี้ ถ้าเราสามารถกระจายออกไปได้ แยกกลุ่มครอบครัวไปเที่ยวที่นี่ กลุ่มฮันนีมูนไปที่นั่น กลุ่มชายล้วนไปเที่ยวที่โน่น ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวกระจายตัว ปริมาณก็จะเพิ่ม คุณภาพก็จะเพิ่ม” ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวให้ความเห็น

เดสติเนชั่น สยาม มีลูกค้าหลากหลายกลุ่ม เพราะให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่กลุ่มท่องเที่ยวทั่วไป, กลุ่มประชุมสัมมนา, กลุ่มถ่ายทำภาพยนตร์และโฆษณา และกลุ่มแต่งงาน

ปรีชาย้ำความจำเป็นในการทำการตลาดเจาะนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม และโปรโมทจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศไทย

วิคกี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมจัดงานเทศกาลดิวาลี เชื่อว่า งานนี้จะช่วยฉายภาพใหม่ของไทยให้ปรากฏแก่สายตาชาวโลก และมีโอกาสนำเข้านักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ๆ หลังคู่แข่งด้านการท่องเที่ยวทั้งสิงคโปร์, มาเลเซีย, สหรัฐฯ และอังกฤษ ร่วมจุดประทีปเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่อินเดียอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี

“ผมไม่รู้ว่าจะสำเร็จไหม แต่มันเป็นจุดที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศไทยให้คนอินเดียทั่วโลกได้รู้ว่าเราก็มีจัดเทศกาลอย่างนี้นะ ค่อย ๆ ทำไปทีละขั้นตอน ปีต่อไปก็จัดให้ใหญ่ขึ้น จนไปถึงจุดที่ดิวาลีเป็นพีคซีซัน (peak season) เหมือนช่วงคริตส์มาสและปีใหม่”

หากความหวังของปรีชาเป็นจริง ต่อไปพีคซีซันของไทยอาจมีถึง 3 ช่วงเวลา นั่นคือ ช่วงตรุษจีน (ก.พ.-มี.ค.) ช่วงดิวาลี (ต.ค.-พ.ย.) และช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ (ธ.ค.-ม.ค.)

ลิตเติ้ลอินเดีย แลนด์มาร์ค-พื้นที่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

ผศ. สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดตามแผนส่งเสริมย่านพาหุรัดให้เป็นลิตเติ้ลอินเดียอย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่เห็นข้อมูลแบบเจาะลึกจาก กทม. มากนัก แต่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งจะไปอิงกับภาพใหญ่เรื่องการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศ

เขาแนะนำรัฐให้ “เข้าไปอย่างระมัดระวัง เข้าไปมีบทบาทเสริม” ภายใต้ 3 องค์ประกอบ

  • ต้องไม่สร้างบนฐานของความแปลกปลอม ต้องมีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่บ่งบอกชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนั้นมีความเป็นมาและลักษณะอย่างไร
  • ต้องให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม
  • ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคที่เอื้อให้คนดั้งเดิมอยู่ต่อไปได้ พร้อมทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามา
สุรัตน์ โหราชัยกุล

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

ในสายตาของอาจารย์สุรัตน์ พาหุรัดสะท้อนอัตลักษณ์อินเดียได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีคนไทยเชื้อสายอินเดียอาศัยอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว ผู้อพยพส่วนใหญ่อยู่ในวรรณะแพศย์ จึงเข้ามาทำการค้าขาย สมัยหนึ่งเป็นการขายของเพื่อให้ผู้โดยสารชาวอินเดียนำไปขายต่อที่บ้านเกิด ต่อมาบริบทเปลี่ยนไป อินเดียผลิตสินค้าได้เอง มีของทันสมัยเยอะมาก ร้านค้าเหล่านั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์

“ถ้าเรามีกิจการที่เกี่ยวกับอินเดีย ก็จะมีแรงงานที่ทำงานอยู่ในนั้นซึ่งต้องบริโภคอาหารที่ถูกปากเขา กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแบบองค์รวม”

ขณะเดียวกันเราเห็นวัดซิกข์ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของชาวซิกข์ในไทย นอกจากนี้ยังมีวัดเทพมณเฑียรของผู้นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อยู่ไม่ไกลที่เสาชิงช้า และมีชาวเนปาลด้วยในระยะหลัง สะท้อนภาพพหุสังคมที่มีความหลากหลาย

“ตรงนี้ผมคิดว่าจะเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญอันหนึ่งที่บ่งบอกว่าประเทศไทยเป็นสังคมที่มีองค์ประกอบของชนกลุ่มน้อยด้วย ซึ่งชนกลุ่มน้อยก็มีหลายชาติพันธุ์”

“สำหรับผมมันมีความเป็นอินเดียที่ไม่ใช่อินเดียอย่างเดียว แต่เป็นอินเดียที่โอบรับผู้อื่น ต้อนรับผู้อื่น… นึกถึงพาหุรัดทีไร ก็นึกถึงความหลากหลายที่ทำให้ชีวิตไม่น่าเบื่อ” ผศ. สุรัตน์กล่าว

ในขณะที่ “อินเดียน้อย” ของไทยอยู่ระหว่างก่อร่างอย่างเป็นทางการ อะไรคือโอกาส-อุปสรรค หากเปรียบเทียบกับลิตเติ้ลอินเดียในต่างแดน

นักรัฐศาสตร์ ผู้เคยไปเยือนลิตเติ้ลอินเดียของสิงคโปร์มา 2 ครั้ง ให้เครดิตสิงคโปร์เรื่องการสร้างพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวของคนกลุ่มที่มีสำคัญในการร่วมสร้างชาติ

“เวลาเราเห็นภาพลี กวนยู (นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ที่ปกครองประเทศยาวนาน 31 ปี) รอบข้างเต็มไปด้วยคนสิงคโปร์เชื้อสายทมิฬ ตรงนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าการสร้างชาติไม่ได้เริ่มต้นจากคนกลุ่มเดียว แต่เกิดขึ้นโดยหลายกลุ่ม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของประวัติศาสตร์และพหุนิยมที่เข้ามา”

little india

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

สิ่งที่นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเวลาไปเดินทอดน่องที่ลิตเติ้ลอินเดีย ถ.เซรางูน ประเทศสิงคโปร์ คืออาหาร-วัฒนธรรม-ผู้คนจากทางตอนใต้ของอินเดีย ต่างจาก ถ.พาหุรัด ที่บรรพบุรุษคนไทยเชื้อสายอินเดียอพยพมาจากตอนเหนือของอินเดีย หลายคนมีบ้านเกิดอยู่ในพื้นที่ที่กลายเป็นปากีสถานในปัจจุบัน

“หลายคนอพยพมาจากพื้นที่นั้นก่อนมีการแบ่งแยก และมีกรณีที่อพยพมาช่วงการแบ่งแยกด้วย มีชีวิตที่ค่อนข้างลำบากมาก เป็นโศกนาฏกรรมที่ค่อนข้างเลวร้าย แต่มาสร้างตัวตนสร้างอัตลักษณ์ใหม่ได้” ผอ.ศูนย์อินเดียศึกษาจากรั้วจามจุรี ระบุ

เขาจึงคาดหวังจะเห็นลิตเติ้ลอินเดียเมืองไทยมีมากกว่าการปิดถนนให้คนเดิน ควรชี้ให้เห็นว่ามาประเทศไทยไม่ได้เพื่อความสนุกอย่างเดียว แต่มาเพื่อเรียนรู้ว่าที่นี่ก็น้อมรับความหลากหลาย

“เราควรเริ่มโปรเจกต์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นดีไหม มาระดมสมองกันไหม บุคคลสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์หลายคนก็เคยเดินทางมาไทย หนึ่งในนั้นคือ รพินทรนาถ ฐากูร ชาวเอเชียคนแรกที่รับรางวัลโนเบล หลังจากนั้นเป็นที่มาของ สวามี สัตยานันทปุรี และ สุภาส จันทร โบส (ผู้นำขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย) ช่วงนั้นบรรยายกาศไม่ค่อยดี เพราะในฝั่งหนึ่งญี่ปุ่นต้องการสู้กับอังกฤษด้วย มีการเรียกร้องเอกราช แต่สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่เราเพิกเฉยไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร ในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีหลวงจิตรวาทการ มีจดหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ดังนั้นเราจะสามารถทำอะไรที่รวบรวมสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ไหม” ผอ.ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาฯ ทดลองคิดเสียงดัง

ผศ. สุรัตน์ให้ความเห็นต่อไปว่า ในการนำเสนอประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอาจออกมาในรูปแบบ “รูปที่คนอินเดียมีตามบ้าน” เช่น พ่อแม่แต่งงานกันที่ไทย สมัยนั้นใช้ห้องภาพของร้านคนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋วถ่ายรูปแบบนั้นแบบนี้ หรือให้ศิลปินในไทยที่มีความสามารถร่วมบันทึกความทรงจำ ทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า กทม. ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแบบไหนอย่างไร

เมื่อให้ประเมินทัศนคติของคนไทยที่มีต่อความเป็นอินเดีย ผอ.ศูนย์อินเดียศึกษาฯ ที่เปิดศูนย์มาครบทศวรรษพอดี ยอมรับว่า มีทั้งคนที่รู้เรื่องราวของอินเดียเยอะมาก รู้ว่าคำศัพท์ภาษาไทยมีรากเหง้ามาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นส่วนใหญ่ รู้ว่าศาสนาพุทธที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ ก็ถือกำเนิดในอนุทวีปอินเดีย มีคนชอบอ่านรามายณะและมหาภารตะ แต่ขณะเดียวกันก็มีคนที่ไม่รู้เลย ไม่สนใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไว้หนวดไว้เครา และบางคนมีอคติด้วย เช่น “เจองู เจอแขก ให้ตีแขกก่อน” ซึ่งส่วนตัวไม่เข้าใจว่าทัศนคติเชิงลบมาจากไหน

“อย่างผมเอง ก็มีหลายคนถามว่า เอ๊ะ ทำไมถึงกินหมูได้ เขาก็มี stereotypes (มองแบบเหมารวม) ว่าแขกคือแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่ มันมีความหลากหลายมาก” นักวิชาการ ผู้มีเชื้อสายอินเดียรุ่นที่ 3 เล่าประสบการณ์ตรง

แนวคิดของ กทม. ในการพัฒนาย่านพาหุรัดให้เป็นลิตเติ้ลอินเดีย ทำให้ ผศ. สุรัตน์ “มีรอยยิ้มขึ้นมาทันที” และเชื่อว่า หากมีพิพิธภัณฑ์เป็นแลนด์มาร์คจะช่วยให้อคติบางอย่างหายไป และเกิดความเข้าใจอัตลักษณ์อินเดียมากขึ้น

…..

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อินเดีย