Chinese manufacturers
นับเป็นข่าวดี เมื่อผู้แทนจากสหรัฐอเมริกาและจีนตกลงที่จะพบปะหารือกันแบบตัวต่อตัวเป็นครั้งแรก วันที่ 10-11 พ.ค.นี้ หลังต่างฝ่ายต่างตั้งกำแพงภาษีในระดับสูงต่อกันตลอดเดือนที่ผ่านมา
รายงานข่าวระบุว่า “สกอตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และ เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ จะนำทีมพบกับฝ่ายจีน ขณะที่คาดหมายกันว่า “เหอ หลี่เฟิง” รองนายกรัฐมนตรีจีน น่าจะเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายจีนในการเจรจา
ทั้งนี้ “สกอตต์ เบสเซนต์” ระบุว่า การพบปะหารือดังกล่าวจะเป็นไปเพื่อลดความตึงเครียดเท่านั้น และจะยังไม่มีข้อตกลงการค้าใดเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายแรกในการคลี่คลายสงครามการค้า
อัตราภาษีนำเข้าที่สูงลิบทำให้การค้าระหว่างสหรัฐและจีนต้องหยุดชะงัก ข้อมูลจาก “Flexport” แพลตฟอร์มด้านโลจิสติกส์ระบุว่า จำนวนเรือคอนเทนเนอร์จากจีนไปสหรัฐลดลง 60% ในเดือนเมษายน ขณะที่เจพีมอร์แกน คาดการณ์ว่าการส่งออกจากจีนไปสหรัฐอาจลดลงถึง 80% ในครึ่งหลังปีนี้
ท่ามกลางวิกฤตการค้าที่รุนแรง ธนาคารกลางจีน (PBOC) พยายามพยุงเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ด้วยการลดอัตราส่วนเงินสํารองขั้นต่ำ (RRR) ลง 0.5% เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบ และลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 7 วันลง 0.1% ซึ่งช่วยลดดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทั้งยังมีมาตรการอื่น ๆ รวมกันเป็น 10 มาตรการ เพื่อเสริมสภาพคล่องระบบเศรษฐกิจ
เป้าหมายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจเพราะภาษีทรัมป์ ส่งผลให้ภาคการผลิตจีนหดตัวลงหนักสุดในรอบ 2 ปี จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่ปรับตัวต่ำกว่าเกณฑ์ 50 หรือเข้าสู่ระดับ 49.0 เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา สวนทางกับตัวเลข PMI ในเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวมากสุดในรอบปี เนื่องจากมีการเร่งส่งสินค้าก่อนสหรัฐประกาศภาษีนำเข้า
สถานการณ์การผลิตจีนที่หดตัวทำให้โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัว สะท้อนได้จากการประท้วงของแรงงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาทั่วประเทศจีน
ไม่ว่าจะเป็นแรงงานผลิตอุปกรณ์กีฬาในอำเภอเต้า มณฑลหูหนาน ไปจนถึงแรงงานผลิตหลอดไฟแอลอีดีในเมืองซุ่ยหนิง มณฑลเสฉวน ตลอดจนแรงงานก่อสร้างที่เมืองถงเหลียว มองโกเลียชั้นใน ต่างรวมตัวกันประท้วงเรียกร้องค่าจ้างย้อนหลัง จากการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม
ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ วิเคราะห์ว่า การขึ้นอัตราภาษี 145% ของทางสหรัฐ จะกระทบต่อการจ้างงานในจีนราว 16 ล้านตำแหน่ง ทั่วทุกภาคส่วน
นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า โรงงานขนาดเล็กในจีนหลายพันแห่ง ที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักต่างทยอยปิดตัวลงชั่วคราว เพื่อรอความชัดเจนจากมาตรการภาษี โดยเฉพาะโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่มีสินค้าคงค้างในคลังเป็นจำนวนมาก หลังถูกลูกค้าจากสหรัฐยกเลิกคำสั่งซื้อในนาทีสุดท้าย และเงินมัดจำเพียง 50% ก็ไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนได้มากพอ
ทั้งนี้ มีเพียงโรงงานขนาดใหญ่ในจีนที่ยังสามารถเอาตัวรอดได้จากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งในภาพรวมมาตรการภาษีไม่ได้นำไปสู่การปิดโรงงาน แต่โรงงานส่วนใหญ่กำลังปรับตัวไปสู่การขยับปรับเปลี่ยน (Shifting) มากกว่า
โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB) แบตเตอรี่ลิเทียม และโมดูลจอแสดงผล ยังคงผลิตในจีนต่อไป แต่การประกอบขั้นสุดท้าย และขั้นตอนการทดสอบผลิตภัณฑ์จะถูกย้ายไปยังประเทศปลายทางอื่น ๆ แทน เช่น เม็กซิโก เวียดนาม และโคลอมเบีย เพื่อจัดประเภทบัญชีถิ่นกำเนิดสินค้าขึ้นใหม่ เพื่อเลี่ยงผลกระทบภาษี
นอกจากนี้ ผู้ผลิตหลายรายกำลังปรับตัวด้วยการลดกะการทำงาน และลงทุนในระบบอัตโนมัติมากขึ้น ขณะที่ได้รับมาตรการผ่อนปรนภาษี และเงินช่วยเหลือบางส่วนจากรัฐบาลท้องถิ่นเล็กน้อย เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น