Skip to content

ทรัมป์เตือน CEO อินเทลลาออกทันที ปมเชื่อมโยงกองทัพจีน

08 ส.ค. 2568 | 15:27น.
ทรัมป์เตือน CEO อินเทลลาออกทันที ปมเชื่อมโยงกองทัพจีน

ประธานธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้นายลิป-บู ตัน CEO บริษัทอินเทล (Intel) ลาออกทันที เหตุอาจมีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ส่งผลให้หุ้นอินเทลลดลง 3.14%

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า หลังจากที่นายทอม คอตตอน วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการของบริษัทอินเทล เพื่อสอบถามถึงความสัมพันธ์ของนายลิป-บู ตัน ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับกองทัพของประเทศจีน ทรัมป์ได้ประกาศผ่านทรูทโซเชียล (Truth Social) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2025 ว่า “ไม่มีทางออกอื่นใดสำหรับปัญหานี้” นายลิป-บู ตัน CEO บริษัทอินเทลต้องลาออก “ทันที” แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ในขณะที่บริษัทอินเทลแถลงว่า บริษัทอินเทล คณะกรรมการบริหาร และนายลิป-บู ตัน มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติและเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยบริษัทกำลังลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ และสอดคล้องกับนโยบายอเมริกัน เฟิรสต์ (America First) ของประธานาธิบดี

“เรายังคงลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในการวิจัยและพัฒนาและการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ รวมถึงโรงงานแห่งใหม่ในรัฐแอริโซนา ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยที่สุดในประเทศ และเป็นบริษัทเดียวที่ลงทุนพัฒนา Logic Process Node ชั้นนำในสหรัฐอเมริกา” และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมงานกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 7 ส.ค. 2025 หุ้นอินเทลได้ปิดตลาดโดยลดลง 3.14% ที่ 19.77 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 640 บาท) ในทางตรงกันข้าม หุ้น AMD กลับเพิ่มขึ้น 5.69% และหุ้น Nvidia เพิ่มขึ้น 0.75%

นายลิป-บู ตัน ชาวสหรัฐเชื้อสายมาเลเซีย เข้ารับตำแหน่ง CEO บริษัทอินเทล เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ที่ผ่านมาภายหลังการเกษียณอายุของ CEO คนก่อนหน้า โดยก่อนจะเข้ารับตำแหน่ง CEO เขาเคยบริหารงานที่บริษัท Cadence Design Systems ซึ่งเพิ่งออกมายอมรับว่าเคยส่งออกเครื่องมือออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ไปยังมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจีนที่เกี่ยวข้องกับกองทัพอย่างผิดกฎหมาย และเคยลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศจีน ผ่านบริษัทเงินร่วมลงทุน Walden International มาก่อนหน้านี้

การที่ประธานาธิบดีเข้ามาแทรกแซงบริษัทเอกชนอย่างอินเทล ถือเป็นการกระทำที่หาได้ยาก ผิดปกติ และอาจทำให้เงิน 7.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.5 แสนล้านบาท) ที่อินเทลได้รับภายใต้พระราชบัญญัติ CHIPS และวิทยาศาสตร์ตกอยู่ในความเสี่ยง