รัฐบาลทรัมป์เจรจาเข้าถือหุ้นบริษัทอินเทล (Intel) หลังเรียกร้องให้นายลิป-บู ตัน CEO บริษัทอินเทลลาออก เนื่องจากอาจมีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กำลังเจรจากับบริษัทอินเทล (Intel) ผู้ผลิตชิปสัญชาติสหรัฐ เพื่อให้รัฐบาลเข้าถือหุ้นภายในบริษัท
การเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ทรัมป์เรียกร้องให้นายลิป-บู ตัน CEO บริษัทอินเทล (Intel) ลาออก เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่นายทอม คอตตอน วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการของบริษัทอินเทล เพื่อสอบถามถึงความสัมพันธ์ของนายลิป-บู ตัน ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับกองทัพของประเทศจีน
การเจรจานี้ถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าทำเนียบขาวต้องการที่จะลดเส้นแบ่งระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมลง
แหล่งข่าวกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้เป้าหมายของอินเทล ซึ่งต้องการจะเป็นโรงงานผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีศูนย์กลางตั้งอยู่ที่รัฐโอไฮโอ สามารถเป็นไปได้สูงขึ้น หลังจากที่มีความล่าช้าในการขยายโรงงานในหลายครั้งที่ผ่านมา จากปัญหาภายในบริษัท
หากการเจรจาเป็นผลสำเร็จ การที่รัฐบาลเข้าถือหุ้นจะช่วยหนุนฐานะการเงินของอินเทล ในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังลดการใช้จ่ายและลดจำนวนพนักงาน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า นายลิป-บู ตัน อาจยังคงดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัทต่อไปได้
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลสัดส่วนหุ้นที่ภาครัฐจะเข้ามาถือครอง อีกทั้งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า การเจรจาอาจยุติลงได้ทุกเมื่อหากไม่ได้ข้อตกลงที่น่าพอใจ
นายคุช เดไซ (Kush Desai) โฆษกประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า “ข้อตกลงใด ๆ ที่มีการพูดในเชิงสมมุติ ควรพิจารณาว่าเป็นเพียงการคาดเดา เว้นแต่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายบริหาร”
ขณะที่อิลเทลปฏิเสธจะแสดงความเห็นในการหารือ ตัวแทนจากบริษัทกล่าวเพียงว่า บริษัทมุ่งมั่นสนับสนุนความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการเสริมสร้างความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและการผลิตของสหรัฐ
“เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อผลักดันจุดมุ่งหมายที่มีร่วมกัน แต่จะไม่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวลือหรือการคาดเดา”
อย่างไรก็ดี ภายหลังการเจรจาในวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ราคาหุ้นของบริษัทอินเทลทะยานขึ้นสูงสุดถึง 8.9% และปิดตลาดด้วยราคาที่สูงขึ้น 7.4% เป็นมูลค่า 23.86 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 773 บาท) ส่งผลให้มูลค่าตลาดของอินเทลอยู่ที่ประมาณ 1.044 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ ราคาหุ้นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 4% หลังปิดตลาด