เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เซ็กเตอร์ EV จีน ลงทุนต่างประเทศสูงกว่าในประเทศ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

19 ส.ค. 2568 | 13:11น.

ภาคธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน ลงทุนในต่างประเทศมากกว่าในประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สะท้อนถึงตลาดจีนที่อิ่มตัว และกลยุทธ์การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) อ้างถึงรายงานของ Rhodium Group ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยอิสระ ที่เน้นวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายของจีน รวมไปถึงพลังงานและสภาพภูมิอากาศโลก ระบุว่า ในปี 2024 บริษัทสัญชาติจีนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ลงทุนในต่างประเทศ ประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.2 แสนล้านบาท) ส่วนใหญ่ลงทุนการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งสูงกว่าการลงทุนภายในประเทศที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) เล็กน้อย

ตัวเลขดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การลงทุน ซึ่งจีนได้จัดสรรเงินลงทุนภายในประเทศสูงถึง 80% มานานหลายปี ขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

รายงานระบุว่า บริษัทสัญชาติจีนหลายแห่ง กำลังถูกผลักดันให้ขยายธุรกิจไปทั่วโลก เนื่องจากกำลังการผลิตส่วนเกินและสงครามราคาภายในประเทศที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้อัตรากำไรตลอดทั้งซัพพลายเชน (Supply Chain) ลดลง นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะสร้างฐานการผลิตภายในยุโรปและสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น และลดแรงกดดันของลูกค้าต่างชาติ ที่ต้องการให้เพิ่มฐานการผลิตภายในประเทศของตน

นายอาร์ม็องต์ เมเยอร์ (Armand Meyer) นักวิเคราะห์วิจัยอาวุโสของ Rhodium Group กล่าวว่า การลงทุนในต่างประเทศสูงกว่าการลงทุนภายในประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงตลาดจีนที่อิ่มตัว และกลยุทธ์การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ประมาณ 3 ใน 4 ของการลงทุนในต่างประเทศมาจากกลุ่มผู้ผลิตแบตเตอรี่ สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะการใช้เงินทุนจำนวนมากของอุตสาหกรรมนี้ โดยผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อย่าง CATL, Envision Group และ Gotion High-Tech ได้ติดตามลูกค้าเดิมอย่างเทสล่า (Tesla) และ BMW AG ไปลงทุนต่างประเทศ เนื่องมาจากต้นทุนการขนส่งและความต้องการจัดหาสินค้าภายในประเทศที่สูงขึ้น

CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถ EV สัญชาติจีนรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศเมื่อเดือน มิ.ย. 2025 ว่า บริษัทกำลังให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเป็นอันดับ 1 เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดรถยนต์ภายในประเทศของจีนกำลังคุกคามความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม

ในขณะที่ BYD ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของประเทศจีน มีโรงงานตั้งอยู่ในประเทศบราซิลและไทย นอกจากนี้ยังวางแผนสร้างโรงงานเพิ่มในประเทศตุรกีและอินโดนีเซีย

และ Chery Automobile อีกหนึ่งผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน ได้ให้คำมั่นว่าจะตั้งโรงงานผลิตรถ EV มูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท) ในประเทศตุรกีเช่นกัน

อย่างไรก็ดี การลงทุนในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ใช้เวลาการก่อสร้างนานกว่า และอาจมีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและการเมืองที่สูงกว่า ทำให้โครงการผลิตรถ EV ในต่างประเทศที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ มีเพียง 25% เมื่อเทียบกับอัตราการก่อสร้างในประเทศที่ 45%

โดยในเดือน ก.ค. 2025 ที่ผ่านมา BYD ได้เลื่อนแผนการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ในประเทศเม็กซิโกออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ

นอกจากนี้ Svolt Energy Technology โรงงานผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน ได้ยกเลิกโครงการลงทุนในต่างประเทศที่เคยประกาศไว้ถึง 99%

แม้จะมีความต้องการลงทุนในโครงการต่างประเทศที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่การขยายภาคธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สัญชาติจีนไปต่างประเทศ ยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการรถ EV ทั่วโลกที่ผันผวน และแรงกดดันจากตลาดต่าง ๆ เช่น สหภาพยุโรป (EU)

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจของจีนยังต้องบริหารจัดการกับความกังวลของรัฐบาล ที่เพิ่มขึ้นในประเด็นการถ่ายโอนเทคโนโลยี การสูญเสียงาน และการสูญเสียผลผลิตทางอุตสาหกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การควบคุมการลงทุนในต่างประเทศที่เข้มงวดยิ่งขึ้นด้วย