คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศปลด “ลิซ่า คุก” หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการ (บอร์ด) ผู้ว่าการธนาคาร (Board of Governors) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยอ้างว่าเธอฉ้อโกงสินเชื่อที่อยู่อาศัย ด้วยการยื่นเอกสารเท็จเพื่อกู้ยืม ข่าวดังกล่าวส่งคลื่นแห่งความช็อกไปทั่วโลกอีกครั้ง เพราะมันคือการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐ ยังไม่เลิกล้มความพยายามที่จะเพิ่มแรง “กดดัน” และยกระดับการเปิดศึกกับเฟด เพื่อบีบให้เฟดยอมลดดอกเบี้ยตามที่ทรัมป์ต้องการ
หลังจากก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้กดดันไปยัง “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด หลายครั้งให้ลดดอกเบี้ย พร้อมกับขู่ว่าจะปลดประธานเฟดหลายครั้งหลายหน แต่ในที่สุดก็ต้องถอย เมื่อ “ตลาด” และนักลงทุนมีปฏิกิริยาด้านลบอย่างรุนแรง สะท้อนจากตลาดหุ้นสหรัฐจะร่วงอย่างรุนแรง และดอลลาร์อ่อนค่าทุกครั้งที่มีข่าวจะปลดประธานเฟด
แม้ว่าตามกฎหมาย ประธานาธิบดีมีอำนาจปลดผู้ว่าการเฟด ด้วย “เหตุผลอันชอบธรรม” แต่การสั่งปลดลิซ่า คุก ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในรอบ 100 กว่าปีของเฟด ที่ประธานาธิบดีใช้อำนาจปลดผู้ว่าการธนาคารกลาง เช่นเดียวกับลิซ่า คุก ที่เป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ได้เป็นสมาชิกบอร์ดผู้ว่าการ เธอได้รับแต่งตั้งในสมัยของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 14 ปี วาระของเธอจะสิ้นสุดในปี 2038
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทรัมป์ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหา “ช่องทาง” อย่างไม่ลดละในการแทรกแซงเฟดให้ทำตามคำสั่งของรัฐบาล โดยไม่สนใจธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันตลอดมาว่า ธนาคารกลาง หรือธนาคารแห่งชาติ ต้องมีความเป็น “อิสระ” จากการเมือง เพื่อความโปร่งใส น่าเชื่อถือ เมื่อทรัมป์เล่นงานประธานเฟดโดยตรงไม่ได้ ก็หันมาเล่นงานสมาชิกบอร์ด อย่าง ลิซ่า คุก เพื่อที่อย่างน้อยก็จะสามารถแต่งตั้งคนที่ทรัมป์สั่งได้เข้าไปนั่งในบอร์ด
ทรัมป์นั้นแสดงความต้องการมาตลอดว่า อยากให้เฟดลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 2% จากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 4.25-4.50% แต่เฟดเห็นว่า “เงินเฟ้อ” ยังค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของทรัมป์ในการเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าในอัตราสูง อันจะทำให้ราคาสินค้าในประเทศแพงขึ้น ประกอบกับการเก็บภาษีศุลกากรดังกล่าวของรัฐบาลยังไม่นิ่ง มีการเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา ดังนั้น เฟดจึงต้องการรอดูผลกระทบขั้นสุดท้ายหลังจากภาษีศุลกากรนิ่งเสียก่อน
แต่ทรัมป์ไม่ยอมรับว่า นโยบายภาษีศุลกากรแบบสุดโต่งของตัวเอง จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ หรือถึงแม้จะรู้ว่าจะกระทบ แต่ก็ไม่ยอมรับเพราะจะเป็นการเสียหน้า ดังนั้นแทนที่จะไปปรับแก้ที่นโยบายภาษีแบบสุดโต่งของตัวเอง เขาจึงใช้วิธีบีบให้เฟดลดดอกเบี้ยแทนเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะมีต่อผู้บริโภคอเมริกัน ไม่เช่นนั้นเขาจะเสียคะแนนนิยม
ด้านลิซ่า คุก ประกาศว่าเธอจะไม่ลาออก และเตรียมจะฟ้องกลับ โดยระบุว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจปลดเธอ และเธอกำลังรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อตอบทุกคำถาม
บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า เหตุที่ทรัมป์กล้าไล่ลิซ่า คุก อาจเพราะเชื่อว่าศาลอาจจะ “ไฟเขียว” ในเรื่องนี้ เพราะศาลคงไม่อยากจะตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของ “เหตุผลอันชอบธรรม” ที่ประธานาธิบดีนำมาใช้เพื่อไล่ออก ดังนั้น ศาลจึงไม่น่าจะ “ลบล้าง” คำสั่งของทรัมป์
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์พยายาม “หยั่งเชิง” และทดสอบขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี เขาจึงใช้ “คำสั่งประธานาธิบดี” อย่างเข้มข้นในลักษณะท้าทาย หรือไต่เส้นกฎหมาย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจุดประสงค์จะ “ยืดขยาย” เพดานอำนาจของตัวเองให้ได้มากที่สุด เป็นเหตุให้ในสมัยของเขามีผู้ฟ้องร้องเกี่ยวกับการใช้อำนาจของเขาค่อนข้างสูง โดยทรัมป์ต้องการให้คำพิพากษาของศาลเป็น “บรรทัดฐาน” ว่า ประธานาธิบดีใช้อำนาจอะไรได้บ้าง แม้จะรู้ว่าการกระทำหลายอย่างของเขาไม่สมควร เมื่อวัดจากจริยธรรมของผู้นำ หากศาลไม่ห้าม เขาก็จะทำสิ่งนั้นต่อไป
แจ็ก โกลด์สมิธ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ระบุว่าในกรณีของลิซ่า คุกนี้ ข้อกล่าวหาเรื่องฉ้อโกงยังไม่มีการพิสูจน์ แต่แรงจูงใจแท้จริงในการไล่ออกน่าจะเป็นเพราะหงุดหงิดที่เฟดไม่ยอมลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม แม้แรงจูงใจในการไล่ที่แท้จริงมาจากเรื่องลดดอกเบี้ย แต่ก็ถือว่าทรัมป์ไม่ได้ทำผิดกฎหมายชัดเจน
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคนอื่นชี้ว่า ข้ออ้างที่ทรัมป์นำมาใช้ในการปลดลิซ่า คุก ยังไม่ตรงตามมาตรฐานของคำว่า “เหตุผลอันชอบธรรม” เนื่องจากคุกยังไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหา หรือถูกศาลตัดสินว่าผิด นอกจากนั้น วิลเลียม เจ. พัลต์ ผู้อำนวยการ Federal Housing Finance Agency ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบบริษัทและธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อบ้าน ก็เป็นผู้ได้รับแต่งตั้งจากทรัมป์ และได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มักจะโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของทรัมป์อยู่บ่อย ๆ ด้วยการตั้งข้อกล่าวหาผิด ๆ
ฌอน สไปเซอร์ อดีตโฆษกทำเนียบขาวของทรัมป์ชี้ว่า ความพยายามในการไล่ลิซ่า คุก เป็นการทดสอบ “เป้าหมายแท้จริง” ของทรัมป์ นั่นก็คือ การไล่ออก เจอโรม พาวเวลล์ ถ้าหากเขาชนะคดีลิซ่า คุก ก็จะทำให้เขาฮึกเหิมมากขึ้นในการเล่นงาน “พาวเวลล์” เป็นรายต่อไป มันเป็นการส่งสัญญาณไปถึงพาวเวลล์ว่า “เรามีเหตุผลที่จะไล่คุณด้วยเช่นกัน” เป็นการบอกว่า “ดูนี่สิ นี่คือมาตรฐาน เราสามารถไล่คุณได้”
Board of Governors เป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือที่เรียกว่า FOMC ซึ่งมีทั้งหมด 12 คน และถือเป็นส่วนหลักเลยทีเดียว โดย FOMC จะประกอบด้วยสมาชิก Board of Governors จำนวน 7 คน (เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด เป็นหนึ่งในนั้น) ที่เหลืออีก 5 คน ก็จะประกอบด้วย ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก 1 คน (สมาชิกถาวรและเป็นรองประธานเฟดโดยตำแหน่ง) และประธานเฟดสาขาต่าง ๆ อีก 4 คน จากจำนวนทั้งหมด 11 คน ซึ่งจะหมุนเวียนกันมานั่งใน FOMC คราวละ 1 ปี