Skip to content

ไฟลุกกลางหิมาลัย คนไทยในกาฐมาณฑุเล่าเบื้องหลังม็อบ Gen Z เนปาล

11 ก.ย. 2568 | 15:27น.
ไฟลุกกลางหิมาลัย คนไทยในกาฐมาณฑุเล่าเบื้องหลังม็อบ Gen Z เนปาล
โดย จิตรภณ พลวัฒน์

วิกฤตการว่างงาน ความเหลื่อมล้ำ ชีวิตที่หรูหราของทายาทนักการเมือง คำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย คำในลักษณะนี้มักอยู่ในบริบทของการรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประท้วงของกลุ่มผู้ประท้วง ‘เจนซี’ (Gen Z) ในเนปาล

ภาพของความรุนแรงที่ส่งผลให้เนปาล ชาติแลนด์ล็อกที่ห้อมล้อมด้วยเทือกเขาหิมาลัยอันสวยงาม กลายเป็นประเทศไร้เสถียรภาพ สั่นคลอน ไม่ต่างอะไรกับดินแดนมิคสัญญี  

อาคารรัฐสภาที่ถูกเผาไหม้ ภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรีที่เสียชีวิตในกองเพลิง บรรดารัฐมนตรีที่ถูกกลุ่มผู้ประท้วงรุมประชาทัณฑ์ บางคนถึงกับต้องเปลือยกายกระโดดลงแม่น้ำเพื่อหนีจากกลุ่มผู้ประท้วง ภาพเหล่านี้เราไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก เมื่อเกิดเหตุการประท้วง หรือวิกฤตทางการเมืองในประเทศใด ๆ ก็ตาม

แต่ภาพที่เกิดขึ้นในเนปาล แม้คนไทยที่ติดตามข่าวสารพอจะเข้าใจ ‘ที่มา ที่ไป’ ของเหตุจลาจลครั้งนี้อยู่บ้าง แต่ก็ยังมีหลายคำถามที่สงสัยถึงต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงของจลาจลครั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจ

ผู้เขียนได้ติดต่อสัมภาษณ์คนไทยที่อาศัยใช้ชีวิตในเนปาลมานานกว่า 20 ปี และเธอเป็นส่วนหนึ่งในผู้สังเกตการณ์เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติเนปาลมาแล้วถึง 3 เหตุการณ์ หากนับรวมจลาจลในครั้งนี้ด้วย 

‘คุณหนึ่ง’ จาก Thai Nepal Travels and Treks เธอเป็นผู้บริหารบริษัททัวร์ในเนปาลที่นักท่องเที่ยวชาวไทยรู้จักดี โดยนอกเหนือจากบริษัททัวร์แล้ว เธอยังเป็นเจ้าธุรกิจโรงแรม และร้านอาหารไทย ‘โอชา’ O’ Cha ในย่านธาเมล ของกรุงกาฐมาณฑุ ซึ่งแทบไม่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเยือนเนปาลคนใดไม่รู้จัก นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้ดูแลเพจประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวเนปาลบนเฟซบุ๊ก ‘Thai Nepal Travels-เที่ยวเนปาล’  

2005 เป็นปีแรกที่เธอเริ่มต้นใช้ชีวิตในเนปาล ซึ่งเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองแรกในเนปาลที่เธอได้สัมผัสคือ การล่มสลายของราชวงศ์เนปาล แม้ว่าเธอจะไม่ทันเหตุการณ์การสังหารหมู่ราชวงศ์เนปาลในปี 2001 ที่เป็นผลให้กษัตริย์พิเรนทรพีรพิกรมศาหเทวะ และสมเด็จพระราชินีไอศวรรยาราชยลักษมีเทวีศาหะ เสด็จสวรรคต พร้อมด้วยสมาชิกพระราชวงศ์อีก 7 พระองค์

ทว่าเหตุการณ์นั้นได้ส่งผลให้ระหว่าง 2005 ถึง 2008 เนปาลได้ประกาศยกเลิกระบอบกษัตริย์ สถาปนาสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยขึ้น นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของเนปาล และต่อมากับครั้งล่าสุดที่เกิดการจลาจลของกลุ่มผู้ประท้วงที่เรียกตนเองว่า ‘กลุ่มเจนZ’ 

ปิดโซเชียล = ปิดปาก

คุณหนึ่งอธิบายถึงบริบทสาเหตุการประท้วงว่า นับตั้งแต่หลังโควิด-19 เป็นต้นมา การท่องเที่ยวเป็นเพียงเครื่องยนต์เดียวที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางปัญหาการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ การว่างงานของเด็กจบใหม่ และการคอร์รัปชั่นในหมู่ราชการ เธอเล่าว่า สิ่งที่เป็นชนวนเหตุของการจลาจลคือการปิดโซเชียลมีเดีย ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นสิ่งบ่อนทำลายสังคมของเนปาล 

ในตอนแรกรัฐบาลใช้นโยบายการปิด TikTok ซึ่งสำหรับเธอมองว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะยังมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ให้ใช้อยู่ ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ล้วนจำเป็นต่อการติดต่อสื่อสาร หรือแม้กระทั่งโปรโมตการท่องเที่ยวต่อโลกภายนอก แต่ภายหลังที่รัฐบาลขยายการปิดโซเชียลมีเดีย ทั้งยังปิดการเข้าถึงเกมออนไลน์อี-สปอร์ตของเด็กชาวเนปาล ทำให้เจน Z ชาวเนปาลหลายคนเริ่มแสดงความไม่พอใจ และมีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กทั่วไปกับทายาทลูกหลานนักการเมืองที่ใช้ชีวิตอู้ฟู่หรูหรา 

“ในเนปาลเด็กส่วนใหญ่เค้าจบการศึกษาสูงสุดแค่ระดับไฮสกูลเท่านั้น มีน้อยมากที่จะได้มีโอกาสเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยในประเทศไม่ได้มีแพร่หลาย คนที่เค้ามีฐานะก็มักจะส่งลูกหลานไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศกัน นอกจากไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว เด็กจบใหม่ชาวเนปาลนับแสนคนที่ว่างงาน และต้องดิ้นรนอพยพออกจากประเทศเพื่อหางานในต่างแดน” 

สอดคล้องกับรายงานของ World Bank ที่ระบุว่า หากไม่นับรวมด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจของเนปาลต้องพึ่งพาเงินที่ชาวเนปาลในต่างแดนส่งกลับบ้านอย่างมาก มากกว่า 1 ใน 3 หรือราว 33.1% ของ GDP ของเนปาล มาจากเงินโอนส่วนบุคคล ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา 

Nepo Baby‘ หรือพวกเด็กอภิสิทธิ์ชน คือคำที่วัยรุ่นชาวเนปาลใช้เรียกเหล่าทายาทเศรษฐี นักการเมือง ที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ในขณะที่ปุถุชนทั่วไปต้องใช้ชีวิตอย่างดิ้นรน ทั้งด้านปากท้องและด้านการศึกษา จึงเกิดแฮชแท็ก #NepoBaby และ #NepoKids โดยส่วนใหญ่มุ่งวิพากษ์วิจารณ์วิถีชีวิตฟุ่มเฟือยของลูกหลานนักการเมืองท้องถิ่น 

4 กันยายน 2025 รัฐบาลเนปาลได้ออกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียจำนวน 26 แพลตฟอร์ม โดยให้เหตุผลว่า เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ได้จดทะเบียนกับรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ชาวเนปาลจำนวนมากมองว่าการแบนนี้ไม่ต่างอะไรจากการปิดปาก โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในประเด็นการทุจริต 

อย่างไรก็ตาม เธอให้ชาวไทยที่ติดตามข่าวเนปาลลองสังเกตว่า หากดูในภาพการประท้วงของเด็ก ๆ จะไม่เห็นป้ายของการประท้วงเรื่องการปิดโซเชียลมีเดียเลย ทั้งหมดล้วนเป็นการชูป้ายประท้วงในประเด็นการเหลื่อมล้ำ ปากท้อง และคอร์รัปชั่นทั้งสิ้น

โดยเธอเล่าว่า เด็กนักเรียนเนปาลไม่มีแม้แต่สวัสดิการเรียนใด ๆ เลย การเล่าเรียนทั้งหมดเกิดขึ้นโดยครอบครัว หรือแม้แต่เด็กทำงานส่งตัวเองเรียน เมื่อเรียนจบหลายคนก็ยังต้องดิ้นรนไปหางานทำในต่างแดนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เพราะลำพังการทำงานในประเทศค่าแรงไม่ได้สูงนัก อัตราเงินเดือนเฉลี่ยของชาวเนปาลราว 30,000 รูปีเนปาล เป็นเงินไทยเฉลี่ยเพียง 6,000 บาท 

คอร์รัปชั่นมันอยู่ใน DNA

คุณหนึ่งอธิบายต่อว่า ในประเด็นคอร์รัปชั่นหรือการทุจริตนั้น “มันอยู่ใน DNA และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวเนปาลไปเสียแล้ว” เธอเล่าว่า ตลอดที่เธอทำธุรกิจมาไม่มีครั้งไหนที่ต้องเจอกับการเรียกรับเงินใต้โต๊ะของเจ้าหน้าที่รัฐ แถมเป็นการเจอแบบซึ่ง ๆ หน้า เธอแชร์ว่า ทุกครั้งที่จะไปติดต่อทำเอกสารใดก็ตามกับราชการ เจ้าหน้าที่รัฐมักเรียกเงินใต้โต๊ะ  

“เค้าจะถามตรง ๆ เลย ให้ได้เท่าไหร่ ถ้าไม่มีให้ก็รอไปเถอะ แต่ถ้าให้เค้าก็จะระบุตัวเลขมาเลยว่าอยากได้เท่าไหร่ ถ้าให้ได้ตามนั้นรับรองวันรุ่งขึ้นเอกสารเสร็จ แล้วไม่ได้แอบด้วยนะ พูดขอกันตรง ๆ เลย”  

“ไม่เจอแค่พี่นะ ขนาดเนปาลเป็นชาติท่องเที่ยว ลูกทัวร์พี่ยังเคยเจอเลย ขอกันดื้อ ๆ ตั้งแต่ ตม.สนามบินเลย” เธอสะท้อนให้เห็นภาพของการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐให้เห็น เธอยังเสริมว่า แม้แต่บรรดานักการเมืองในสภาก็ไม่ได้มีการศึกษาสูงมากนัก หลายคนจบแค่ไฮสกูลเท่านั้น น้อยคนที่จะเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำให้นักการเมืองหลายคนที่เมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วก็จะหาทางกอบโกยผลประโยชน์ให้มากที่สุด  

อีกประเด็นคือการเก็บภาษี เธอสะท้อนอีกว่า ช่วงหลังโควิดระบาด เนปาลเปลี่ยนรัฐบาลอย่างน้อย 3 ชุด แต่ละชุดเริ่มเข้มงวดในการเก็บภาษีมากขึ้น ส่วนตัวของเธอเองก็เจอสารพัดภาษี ไม่ต่างกับชาวท้องถิ่น เมื่อการใช้ภาษีของภาครัฐไม่อาจตรวจสอบได้อย่างตรงไปตรงมาจากปัญหาคอร์รัปชั่นที่พบได้แพร่หลาย ความเหลื่อมล้ำของนักการเมืองและราชการที่มีอำนาจ ชนวนเหตุจากการแบนโซเชียลมีเดียจึงบานปลาย 

เสียงปืนและกระสุนจริง

ในการประท้วงที่สื่อรายงานกันว่าเป็นกลุ่มเจน Z นั้น คุณหนึ่งอธิบายว่า หมายถึงเยาวชนเนปาลอายุระหว่าง 13-28 ปี เธอเล่าว่าระบบโรงเรียนของเนปาล ถ้าเป็นสายสามัญจะมีการเรียนการสอนตั้งแต่ 7 โมงถึง 10 โมงเช้า ส่วนสายศิลป์และวิทย์คณิตจะเรียนถึง 5 โมงเย็น นั่นหมายความว่าบรรดานักเรียนสายสามัญจะสามารถใช้ช่องทาง VPN เพื่อนัดหมายรวมตัวเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาล

ในวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประท้วงเจน Z ได้เลือกถนน New Baneshwor ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญใจกลางเมือง ที่รายล้อมด้วยสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง ทั้งอาคารรัฐสภา กระทรวงต่าง ๆ รวมถึงทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงพลัง โดยกลุ่มผู้ประท้วงเจน Z ได้มีการจัดตั้งกลุ่มแกนนำเพื่อเคลื่อนไหวและประกาศจุดยืนต่อรัฐบาล 

ทว่าเหตุการณ์ในวันนั้นกลับบานปลาย เนื่องจากมีคำสั่งให้ปราบปรามการชุมนุมด้วยกระสุนยางและกระสุนจริง จนเป็นเหตุให้มีเยาวชนถูกยิงและเสียชีวิต การเข้าปราบปรามของตำรวจเนปาลเลวร้ายถึงขั้นมีรายงานว่าบุกเข้าไปปราบกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรงถึงในวัด โรงเรียน โรงพยาบาล ความไม่พอใจได้ขยายตัว โดยในวันที่ 9 กันยายน ประชาชนชาวเนปาลได้ออกมาผสมโรงจนกลายเป็นจลาจล โดยมีเป้าหมายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในวันเดียวกันนี้ เค.พี.ชาร์มา โอลี ได้ประกาศลาออกจากนายกรัฐมนตรีเนปาล โดยพี่หนึ่งที่เฝ้าติดตามเหตุการณ์เล่าว่า ไม่นานหลังนายกฯเนปาลลาออก แกนนำกลุ่มเยาวชนได้ประกาศยุติความเคลื่อนไหวทันที เนื่องจากบรรลุเป้าหมายในการเคลื่อนไหวแล้ว โดยพวกเขายังได้ให้ข้อเสนอในการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อแก้ปัญหา 

ต่อมาในวันที่ 10 กันยายน ภาพที่คนทั่วโลกเห็นคือการเผาสถานที่ราชการ รวมถึงอาคารรัฐสภานั้นได้ปรากฏในหน้าสื่อทั่วโลก เธอกล่าวว่า ในช่วงการจลาจลวันที่ 9 กันยายน มีรายงานว่ากลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้บุกเข้าไปในเรือนจำแห่งหนึ่ง เพื่อต้องการปลดปล่อยนักโทษการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ส่งผลให้มีนักโทษแหกคุกไม่น้อยกว่า 400 คน เข้ามาผสมโรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม เหตุการณ์จึงขยายวงไปสู่การเผาทำลายสถานที่ราชการหลายแห่ง  

พี่หนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ลำพังผู้ประท้วงเยาวชนเจน Z ไม่อาจสามารถเผาทำลายรัฐสภาหรือสถานที่ราชการได้ หากติดตามข่าวลองสังเกตภาพข่าวของผู้ประท้วงที่บุกเผาสถานที่ราชการ รวมถึงไล่ล่ารัฐมนตรี หรือแม้แต่เผาบ้านพักอดีตนายกฯ จนภริยาเสียชีวิตตามรายงานข่าว คนเหล่านี้ไม่ได้มีลักษณะคล้าย ‘เด็กเจน Z’ เลยแม้แต่น้อย  

เธอกล่าวว่า เหตุความรุนแรงครั้งนี้อาจมีพรรคการเมืองฝ่ายค้านอยู่เบื้องหลัง โดยอดีตนายกฯจาลา เนธ คานัล และ เค พี ชาร์มา โอลี ต่างเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล ซึ่งยึดแนวคิดมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ และลัทธิเหมา ขณะที่ผู้นำลัทธิเหมาในเนปาลอย่าง ปุชปา กมาล ดาฮัล หรือ “ปราจันดา” ก็เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเช่นกัน

ทหารไม่ (เคย) อยู่ยาว

หลังเมืองหลวงกาฐมาณฑุกลายเป็นแดนมิคสัญญี วันที่ 10 กันยายน ทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์ เนื่องจากรัฐบาลเนปาลได้ล่มสลายอย่างเป็นทางการแล้ว บรรดาประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายคนต่างพากันหนีออกนอกประเทศ ทหารเนปาลจึงเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้รักษาความสงบ โดยคุณหนึ่งอธิบายว่า นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา เนปาลไม่เคยมีเหตุการณ์รัฐประหารเลยแม้แต่ครั้งเดียว ที่ผ่านมาทหารเนปาลมีบทบาทเพียงผู้รักษาความสงบชายแดนเท่านั้น

เหตุการณ์ในปี 2005 ทหารแค่เข้ามามีบทบาทในระยะสั้น ๆ เท่านั้น แล้วก็คืนอำนาจให้รัฐบาลพลเรือน เนปาลไม่เคยมีรัฐบาลทหารที่กุมอำนาจอยู่ยาวหลายปี เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เช่นกัน เธอกล่าวว่าทหารเข้ามาเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ และติดตามจับกุมนักโทษที่แหกคุกออกมา โดยมีกระแสที่ต้องการให้นาย Balendra Shah นายกนครกาฐมาณฑุ ที่เป็นอดีต Rapper และเป็นนักการเมืองสายพัฒนา เข้าสู่สนามการเมืองระดับประเทศแทนนายกฯ โอลิ ที่เพิ่งลี้ภัยไปดูไบ 

คุณหนึ่งให้ความเห็นว่า หลังจากนี้รัฐบาลเนปาลอาจจะสลับขั้วมาเป็นรัฐบาลที่มีแนวทางเสรีนิยมที่คนรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น โดยอาจมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อมุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและคอร์รัปชั่น อย่างไรก็ตาม เธอให้ความเห็นว่า ยังไงคอร์รัปชั่นมันก็อยู่ใน DNA หากรัฐบาลใหม่เข้มงวดในการปราบคอร์รัปชั่นจริง ปัญหานี้อาจจะลดลง แต่ยังไงก็ยังคงมีอยู่คู่สังคมเนปาลเช่นเคย 

เมื่อถามว่า ก่อนหน้าที่จะมีเหตุการณ์ม็อบเจน Z ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีชาวเนปาลกลุ่มหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ฟื้นระบบกษัตริย์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ประเด็นนี้เธอให้ความเห็นว่า “การฟื้นระบอบกษัตริย์ของเนปาล เท่ากับการฟื้นรัฐแบบฮินดูกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ปัจจุบันเนปาลมีประชากรราว 30 ล้านคน จำนวนนี้นับถือฮินดูกว่า 80% รองลงมาคือพุทธ 10% ตามด้วยมุสลิมและคริสเตียน

ซึ่งในแนวทางของรัฐสมัยใหม่หลังจากล้มระบอบกษัตริย์ในปี 2008 เนปาลได้ให้อิสระในการนับถือศาสนาเป็นอย่างมาก มีการกำหนดวันหยุดสำคัญทางศาสนาในทุก ๆ ศาสนาอย่างเท่าเทียม ซึ่งน่าติดตาม หากว่าเหตุประท้วงครั้งนี้จะจุดชนวนให้ฟื้นระบบกษัตริย์ในเนปาลกลับมาอีกครั้งหรือไม่” 

เชื่อนักท่องเที่ยวยังมั่นใจ

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังคงเป็นเครื่องจักรสำคัญของประเทศ แน่นอนว่าสถานการณ์การเมืองอาจทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางไปบ้าง แต่ในฐานะเจ้าของบริษัททัวร์ เธอบอกว่ายังไม่มีใครยกเลิกการเดินทาง “สำหรับบริษัทพี่แม้การเมืองจะดูรุนแรง แต่นักท่องเที่ยวที่จองไว้ก่อนหน้านั้น ยังไม่มีใครที่ยกเลิกการเดินทาง นักท่องเที่ยวชาวไทยหลายคนยังคงรอคอยมาสัมผัสอ้อมกอดหิมาลัย มีเพียงแค่กลุ่มนักท่องเที่ยวไทยที่รอคอนเฟิร์มเดินทางเนื่องจากขอรอดูสถานการณ์ก่อน

แต่ยังไม่มีใครขอยกเลิกการเดินทาง เนื่องจากขณะนี้ยังมีคำเตือนด้านการเดินทางจากสถานทูตไทย สายการบินบางแห่งยกเลิกเที่ยวบิน สนามบินนานาชาติตริภูวันยังไม่เปิดทำการ นักท่องเที่ยวไทยจึงรอดูสถานการณ์ 

“คนไทยถือว่าเป็นนักท่องเที่ยวต้น ๆ ของเนปาล ในทุกปีคนไทยจะติด 1 ใน 10 หรือ 1 ใน 5 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเนปาล ส่วนใหญ่ใช้เวลาท่องเที่ยว 4-5 วันขึ้นไป แล้วช่วงเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ก็เป็น High Season ของเนปาล”

คุณหนึ่งเชื่อว่าในเดือนตุลาคมสถานการณ์ต่าง ๆ จะกลับสู่ภาวะปกติ เนื่องจากเดือนตุลาคมจะเป็นช่วงเทศกาล Bada’dashain ซึ่งมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน คล้ายกับเทศกาลสงกรานต์ของไทย ดังนั้น สถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติก่อนเดือนตุลาคมอย่างแน่นอน  

“หากประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านท่องเที่ยวของปีนี้ในภาพรวม มองว่าหลังจากเหตุการณ์นี้นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาเนปาลอาจลดเหลือเพียง 30-40% ที่กล้าเดินทางหลังเหตุการณ์สงบ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย หากอ้างอิงจากบริษัททัวร์ของพี่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวไทยยกเลิกทริป มีเพียงที่รอคอนเฟิร์มเนื่องจากรอดูสถานการณ์” 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เธอกังวลว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงอาจไม่ใช่เรื่องการจลาจล แต่คือปัญหาข้าวยากหมากแพง และเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้นตามมาหลังเหตุการณ์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวทบทวนการเดินทาง 

“หากจะประเมินผลกระทบในระยะยาวจริง ๆ อาจต้องดูตัวเลขการจองทริปช่วงต้นปีจึงจะบอกได้ว่าการท่องเที่ยวเนปาลจะฟุบหรือฟื้น” 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Gen Z ม็อบ เนปาล