เอกสาร JETRO ระบุผลการประชุมภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่น-กัมพูชา เรียกร้องให้มีการเปิดเส้นทางการขนส่งข้ามพรมแดนไทย-กัมพูชาอีกครั้ง หากยังปิดต่อไป กัมพูชาอาจสูญเสียเสน่ห์การลงทุน ตามยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์พลัสวัน”
เว็บไซต์ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO เผยแพร่เอกสารผลลัพธ์การประชุมร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่น-กัมพูชา ครั้งที่ 30 ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยมีเนื้อหาดังนี้
รายงานจากกรุงพนมเปญ วันที่ 12 ก.ย. 2025 เรื่องการประชุมร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่น-กัมพูชา ครั้งที่ 30 จัดขึ้นวันที่ 3 ก.ย. ที่กรุงพนมเปญ
การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและสมาคมธุรกิจญี่ปุ่น-กัมพูชา (Japanese Business Association of Cambodia : JBAC) ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชา ช่วยแก้ไขปัญหาที่บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นกำลังเผชิญ
โดยมีการหารือกันใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
- ปัญหาด้านภาษี ซึ่งเกิดขึ้นจากการออกหนังสือรับรองยกเว้นภาษี (Tax Exemption Letter) สำหรับโครงการ ODA ที่ล่าช้า
- ความลำบากใจเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม
- การเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามการค้าบุหรี่ผิดกฎหมาย
- การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าและการป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอย่างเคร่งครัด
ในช่วงต้นของการประชุม นายอัตสึชิ อุเอโนะ เอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่พรมแดนทางบกระหว่างไทยและกัมพูชาที่ถูกปิด และเรียกร้องให้เร่งฟื้นฟูระบบโลจิสติกส์โดยเร็ว
และย้ำว่า หากการปิดพรมแดนยังดำเนินต่อไป กัมพูชาอาจสูญเสียเสน่ห์สำหรับการลงทุนของญี่ปุ่น ในยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์พลัสวัน” (Thailand Plus One ซึ่งเป็นนโยบายไทยที่สนับสนุนภาคธุรกิจญี่ปุ่น ใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน อ่านเพิ่มเติมคลิก กัมพูชาดัน ‘Thailand+1’ ขอเป็นทางเลือกฐานการผลิต แบ่งโรงงานญี่ปุ่นไปจากไทย)
นายโคจิ ฟุกุฮาระ ประธาน JBAC ยังชี้แจงถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทสมาชิก ซึ่งได้แก่ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ การเลื่อนแผนการขยายกิจการ และผลกระทบต่อแรงงานชาวกัมพูชาอันเนื่องมาจากการปรับลดการผลิต พร้อมทั้งได้เรียกร้องให้มีการเปิดเส้นทางการขนส่งข้ามพรมแดนอีกครั้ง
นายซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและรองประธานสภาเพื่อการพัฒนาแห่งกัมพูชา (CDC) คนที่ 1 กล่าวตอบว่า “เราเข้าใจดีว่าบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากต้นทุนโลจิสติกส์และเวลาขนส่งที่เพิ่มขึ้น เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเปิดพรมแดนทางบกกับไทยอีกครั้ง”
นอกจากปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชาแล้ว ในที่ประชุมยังหารือถึงประเด็นอื่น ๆ ที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า
ประเด็นที่ 1 เรื่องปัญหาด้านภาษีในโครงการ ODA มีความคืบหน้าบางส่วน โดยกรมสรรพากรกัมพูชาตอบรับว่า จะดำเนินการออกหนังสือยกเว้นภาษีโดยเร็วที่สุด ตามขั้นตอนปฏิบัติงานภายในของรัฐบาลกัมพูชา
ในส่วนของประเด็นที่เคยหยิบยกขึ้นมาในการประชุมครั้งก่อน คือ “การเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่ใช้สำหรับ ‘การโอนหุ้น’ และ ‘การโอนกิจการ’ ในกฎหมายภาษีฉบับแก้ไขเพิ่มเติม” รัฐบาลกัมพูชาได้เสนอร่างกฎหมายประกอบให้กับ JBAC และสามารถแก้ไขปัญหาได้แล้วบางกรณี
อย่างไรก็ตาม ประเด็นความลำบากใจเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และการปราบปรามการค้าบุหรี่ผิดกฎหมาย ยังไม่มีความคืบหน้า
เอกอัครราชทูตอุเอโนะตั้งคำถามว่า “บริษัททุกสัญชาติ รวมถึงบริษัทกัมพูชา ต้องชำระเงินสบทบซึ่งเรียกเก็บตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมนี้หรือไม่ บุหรี่ผิดกฎหมายยังไม่ถูกขจัดออกจากตลาดกัมพูชา ทำให้บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นซึ่งจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นปัญหาระดับประเทศ เพราะส่งผลให้รายได้ภาษีของกัมพูชาลดลง”
นายซุน จันทอล กล่าวสรุปการประชุมว่า “เพื่อให้กัมพูชาบรรลุเป้าหมายในการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2050 กัมพูชาจะต้องแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่แต่ละกระทรวงต้องไม่นิ่งเฉยต่อคำร้องของญี่ปุ่น แต่ควรมองภาพรวมของประเทศและร่วมกันแก้ไขปัญหา” อีกทั้งกระตุ้นให้แก้ปัญหาให้ได้ก่อนการประชุมครั้งถัดไป
(อ่านเพิ่มเติม : กระทรวงต่างประเทศยืนยัน ไม่เปิดด่านชายแดนกัมพูชา แม้ญี่ปุ่นเรียกร้อง)