สำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งชาติจีน (State Administration for Market Regulation) สรุปการสอบสวนเบื้องต้นว่า เอ็นวิเดีย (Nvidia) ละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางการค้า จากการเข้าซื้อกิจการของบริษัท เมลลาน็อกซ์ เทคโนโลยีส์ (Mellanox Technologies) เมื่อปี 2020 ส่งผลการเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน ที่กรุงมาดริด ตึงเครียด
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า รัฐบาลจีนตัดสินว่า เอ็นวิเดีย (Nvidia) บริษัทผลิตชิปสัญชาติอเมริกัน ละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางการค้า จากการเข้าซื้อกิจการของบริษัท เมลลาน็อกซ์ เทคโนโลยีส์ (Mellanox Technologies) เมื่อปี 2020 เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐที่อยู่ระหว่างเจรจาการค้ากับประเทศจีน ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน
เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2025 สำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งชาติจีน (State Administration for Market Regulation) สรุปการสอบสวนเบื้องต้นและประกาศว่า บริษัทเอ็นวิเดียละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางการค้า หลังจากเข้าซื้อกิจการของเมลลาน็อกซ์ เทคโนโลยีส์ (Mellanox Technologies) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายความเร็วสูงสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในปี 2020
การประกาศดังกล่าว เกิดขึ้นขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนกำลังเตรียมเข้าสู่การเจรจาหารือ ในประเด็นการค้าและภาษีศุลกากร รอบที่ 2 ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน ซึ่งเป็นการเจราจาครั้งสำคัญ อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก
อย่างไรก็ดี สำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งชาติจีน ไม่ได้ระบุว่า จะเรียกร้องการเยียวยาใดจากเอ็นวิเดีย แต่จะดำเนินการสอบสวนต่อไป
ดีเอ็นวิเดียออกแถลงการณ์ยืนยันว่า บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องทุกประการ “เราจะยังคงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในการประเมินผลกระทบของมาตรการควบคุมการส่งออกที่มีต่อการแข่งขันในตลาดเชิงพาณิชย์”

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวว่า ในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน 2 ฝ่ายได้หารือถึงช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมของการสืบสวนบริษัทเอ็นวิเดีย แต่เห็นชอบร่วมกันในกรอบการดำเนินงานการใช้งานแอปพลิเคชั่นติ๊กต๊อก (TikTok) ในสหรัฐ (อ่านต่อ)
วันที่ 15 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า เขาจะหารือกับสี จิ้นผิง ผู้นำจีนในวันศุกร์นี้ (19 ก.ย.)
นอกจากกรณีเอ็นวิเดีย ก่อนการเริ่มเจรจาการค้า เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา จีนได้เริ่มการสอบสวน 2 คดี มุ่งเป้าไปที่เซ็กเตอร์เซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐ รวมถึงการสอบสวนการทุ่มตลาด (Antidumping) ที่เกี่ยวข้องกับชิปไอซีแอนะล็อก (วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ประมวลผลสัญญาณแอนะล็อก) บางประเภทที่ผลิตในสหรัฐ คือ บริษัท เทกซัส อินสตรูเมนต์ (Texas Instruments) และบริษัท แอนะล็อก ดีไวส์ (Analog Devices)
การสอบสวนนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่สหรัฐเพิ่มบริษัทในจีนอีก 23 บริษัทเข้าไปในบัญชีรายชื่อนิติบุคคล (Entity List) ซึ่งเป็นการกำหนดข้อจำกัดสำหรับธุรกิจที่ถูกพิจารณาว่า “กระทำการขัดต่อความมั่นคงแห่งชาติหรือผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ”
ผลการตัดสินดังกล่าว ทำให้วันที่ 15 ก.ย. ราคาหุ้นของเอ็นวิเดียร่วงลงเกือบ 2% ในตลาดนิวยอร์ก ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาเกือบทั้งหมด ในขณะที่ราคาหุ้นของเทกซัส อินสตรูเมนต์ ร่วง 2.9%
ต้นเรื่องดีลตั้งแต่ปี 2020
ในเดือน ธ.ค. 2024 รัฐบาลจีนเริ่มสอบสวนเอ็นวิเดียตามข้อกล่าวหาบริษัทละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางการค้า จากการเข้าซื้อกิจการของบริษัท เมลลาน็อกซ์ เทคโนโลยีส์ เมื่อปี 2020 ซึ่งรัฐบาลจีนอนุมัติการซื้อขายในมูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท) ภายใต้เงื่อนไขว่า เอ็นวิเดียจะไม่เลือกปฏิบัติต่อบริษัทสัญชาติจีน
ต่อมา สหรัฐออกพระราชบัญญัติปฏิรูปการควบคุมการส่งออก (Export Control Reform Act) เนื่องด้วยความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ส่งผลให้เอ็นวิเดียไม่สามารถขายชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทันสมัยที่สุดให้จีนได้ เช่น ชิป H100 ซึ่งเป็นชิป GPU ที่ทรงพลังในตลาด เอ็นวิเดียจึงต้องออกแบบชิปใหม่อย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของสหรัฐ และสามารถวางจำหน่ายในประเทศจีนได้
อย่างไรก็ดี วันที่ 14 ก.ย. 2025 สำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งชาติจีน ตัดสินว่า เอ็นวิเดียละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางการค้า
คำตัดสินดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศอนุญาตให้เอ็นวิเดียและเอเอ็มดี (Advanced Micro Devices : AMD) สามารถขายชิปเอไอบางส่วนให้กับประเทศจีนได้ แต่ต้องแบ่งรายได้ 15% แก่รัฐบาลสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.
แต่วันที่ 12 ส.ค. รัฐบาลจีนประกาศให้บริษัทภายในประเทศ หลีกเลี่ยงการใช้ชิป H20 ของเอ็นวิเดีย ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นลดสเป็กของชิป H200 ในการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือเอกชน เนื่องจากมีความกังวลว่า ชิปตัวดังกล่าวอาจมีความสามารถในการติดตามตำแหน่งและปิดระบบจากระยะไกล (อ่านต่อ)
ในขณะนี้ ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า คำตัดสินของสำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งชาติจีน จะส่งผลกระทบต่อการเจรจาหารือทางการค้าสหรัฐ-จีน ที่ดำเนินอยู่ในกรุงมาดริดอย่างไรบ้าง