Skip to content

อินโดนีเซียถอนใบอนุญาตทำเหมืองและป่าไม้ผิดกฎหมาย หลังน้ำท่วม-ดินถล่ม ดับกว่า 800 ศพ

05 ธ.ค. 2568 | 11:54น.
อินโดนีเซียถอนใบอนุญาตทำเหมืองและป่าไม้ผิดกฎหมาย หลังน้ำท่วม-ดินถล่ม ดับกว่า 800 ศพ

รัฐบาลอินโดนีเซียปราบปรามการทำเหมืองและป่าไม้ผิดกฎหมายหลังเกิดน้ำท่วมสุมาตรา โดยถอนใบอนุญาตประกอบกิจการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งการตัดไม้ทำลายป่าและความเสียหายต่อแหล่งต้นน้ำเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภัยพิบัติ

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า รัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายของอุตสาหกรรมการสกัดแร่ หรือดึงทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ เช่น การทำเหมืองแร่และการทำป่าไม้ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในสามจังหวัดบนเกาะสุมาตรา เพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชนต่อภัยพิบัติครั้งนี้

กระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่และกระทรวงป่าไม้แถลงเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า ได้เพิกถอนใบอนุญาตหลายฉบับสำหรับบริษัทที่ดำเนินงานในจังหวัดอาเจะห์ สุมาตราเหนือ และสุมาตราตะวันตก

ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 812 ราย และบ้านเรือนกว่า 10,500 หลังถูกทำลายหรือเสียหาย หลังจากเกิดน้ำท่วมและดินถล่มในภูมิภาคนี้ เนื่องจากจากพายุไซโคลนสองลูกพัดถล่มเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลุ่มสิ่งแวดล้อมและนักวิชาการระบุว่า การสกัดทรัพยากรธรรมชาติอย่างผิดกฎหมายยิ่งทำให้ผลกระทบของสภาพอากาศเลวร้ายรุนแรงยิ่งขึ้น

สินค้าโภคภัณฑ์หลักที่ได้จากการสกัด หรือดึงทรัพยากรจากธรรมชาติในสุมาตรา ได้แก่ น้ำมันปาล์ม ไม้แปรรูป เยื่อกระดาษ ทองคำ และถ่านหิน

“ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ เราได้แก้ไขกฎหมายเหมืองแร่และถ่านหิน (เมื่อต้นปีนี้) และขณะนี้ผมเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจของเหมืองหลายแห่ง… ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในจาการ์ตา” บาห์ลิลกล่าวในแถลงการณ์เมื่อ 3 ธันวาคม

เมื่อเดือนที่แล้วตำรวจอินโดนีเซียระบุว่า พบการทำเหมืองผิดกฎหมาย 1,617 แห่งทั่วประเทศในปีงบประมาณที่สิ้นสุด ณ สิ้นเดือนตุลาคม โดย 438 แห่งอยู่ใน 3 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

ราจา จูลี อันโตนี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป่าไม้กล่าวกับสมาชิกรัฐสภาว่า ใบอนุญาตปลูกป่าจำนวน 20 ใบ ครอบคลุมพื้นราว 4.6 ล้านไร่ จะถูกเพิกถอน หลังจากมีการตรวจสอบภายหลังภัยพิบัติที่สุมาตรา ซึ่งก่อนหน้านี้เพิกถอนไป 18 ใบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ขณะนี้กำลังรอการอนุมัติจากประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซียเพื่อประกาศการเพิกถอน พร้อมเสริมว่าจะมีการระงับการออกใบอนุญาตใหม่เป็นการชั่วคราวอีกด้วย

รัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า อุทกภัยฉับพลันและดินถล่มในสุมาตรา ซึ่งเกิดจากพายุไซโคลนเซนยาร์และโคโตรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นที่ป่าต้นน้ำและลุ่มน้ำอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า

ในปี 2020 ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีโจโก วิโดโด (โจโกวี) ยกเลิกกฎระเบียบที่กำหนดให้ต้องมีพื้นที่ป่าไม้อย่างน้อย 30% ในแต่ละภูมิภาค รวมถึงลุ่มน้ำ โดยโต้แย้งว่าเกณฑ์นี้ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป เนื่องจากพื้นที่ป่าในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซียลดลงต่ำกว่า 30% แล้ว

สำหรับภัยพิบัติครั้งนี้ มีรายงานว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะตามแม่น้ำ เต็มไปด้วยท่อนไม้ที่ดูเหมือนจะเป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ไม่ใช่ผลจากดินถล่มที่โค่นต้นไม้

ปราโบโวกล่าวเมื่อ 1 ธันวาคมว่า รัฐบาลจะตรวจสอบข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดถี่ถ้วน และยกระดับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ

รัฐบาลยังไม่ได้คำนวณความเสียหายทั้งหมดจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยทั้งสามจังหวัดที่ได้รับผลกระทบคิดเป็น 7.5% ของจีดีพีในไตรมาสที่สาม อย่างไรก็ตาม ปูร์บายา ยูธี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะยังคงสูงกว่า 5.5% ตามเป้าหมายในปีนี้

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 500,000 ล้านรูเปียห์ (ราว 957 ล้านบาท) สำหรับการจัดการภัยพิบัติผ่านสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติในปีนี้ และพร้อมที่จะเบิกเงินเพิ่มเติมจากงบประมาณสำรองภัยพิบัติแห่งชาติ