คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ขณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประชุมนัดสุดท้ายส่งปี 2025 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ด้วยการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สู่ระดับ 3.5-3.75% ตามที่ตลาดคาดหมาย และถือเป็นการลดครั้งที่ 3 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม นับเป็นการลงมติที่มีความเห็นต่างมากที่สุดนับจากปี 2019 เนื่องจากมีผู้ไม่เห็นด้วยถึง 3 คน
มติจึงออกมาเป็น 9-3 โดย สตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟด ซึ่งเป็นคนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้ลดมากถึง 0.50% ส่วนกรรมการอีก 2 คนคือ ออสแทน กูลส์บี ประธานเฟดสาขาชิคาโก และ เจฟฟรีย์ ชมิด ประธานเฟดสาขาแคนซัสซิตี ไม่ต้องการให้ลดอีก เพราะลดลงมามากแล้ว เกรงว่าจะไปกระตุ้นเงินเฟ้อ
ในแง่ของภาพรวมเศรษฐกิจ เฟดมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความยืดหยุ่นได้ดี จึงปรับเพิ่มการเติบโตในปี 2026 เป็น 2.3% จาก 1.8% ในการประเมินครั้งก่อนหน้า
แต่เซอร์ไพรส์ใหญ่ที่มาพร้อมกับการประชุมครั้งนี้ก็คือ เฟดประกาศจะกลับเข้าซื้อพันธบัตร 4 หมื่นล้านดอลลาร์ เริ่มต้นในวันที่ 12 ธันวาคม และคาดว่าการซื้อจะเพิ่มขึ้นอีกในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งสร้างความประหลาดใจพอสมควรที่เฟดกลับมาซื้อพันธบัตร จากเดิมที่ได้พยายามลดงบดุลมาโดยตลอด เพื่อค่อย ๆ เข้าสู่โหมด “การเงินตึงตัว” การกลับเข้าซื้อหมายถึงการเติมสภาพคล่องเข้าสู่ตลาด
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เฟดระบุว่าจะยุติการลดงบดุลเพื่อเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดและเศรษฐกิจ ทำให้นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าการกลับมาซื้อพันธบัตรคือหนทางหนึ่งในการลดดอกเบี้ยแบบ “มองไม่เห็น” หรือล่องหน
เดวิด รัสเซลล์ หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ TradeStation ชี้ว่า การกลับมาซื้อพันธบัตรสะท้อนให้เห็นถึงการประนีประนอม เพราะเริ่มดำเนินการเร็วกว่าที่คาด แต่ขณะเดียวกัน Dot Plot หรือคาดการณ์ดอกเบี้ยของกรรมการรายบุคคล แสดงให้เห็นว่าจะมีการลดดอกเบี้ยน้อยครั้งมากในปีหน้า (2026) เฟดกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้ยากลำบากในการตัดสินใจ และต้องทำด้วยความระมัดระวังและเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง
เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดระบุว่า ภาษีศุลกากรที่รัฐบาลสหรัฐจัดเก็บเป็นวงกว้างในอัตราสูง เป็นสาเหตุให้เงินเฟ้อพุ่ง ขณะนี้เงินเฟ้อค่อนข้างสูงกว่าช่วงต้นปี เนื่องจากราคาสินค้าขยับขึ้น สะท้อนถึงผลกระทบจากภาษีศุลกากร ส่วนการตัดสินใจของคณะกรรมการในครั้งนี้ แม้จะมีผู้คัดค้าน แต่ก็มีฉันทามติอย่างกว้างขวางที่ตรงกันอย่างหนึ่งคือ สถานการณ์ในขณะนี้มีความท้าทายอย่างมาก เพราะเกิดความเสี่ยงทั้งต่อเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้น และเสี่ยงที่จะทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้น
ประธานเฟดกล่าวว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคตยังไม่ชัดเจน เนื่องจากข้อมูลสำคัญยังไม่ได้เผยแพร่ออกมา อันสืบเนื่องมาจากการ “ปิดทำการ” รัฐบาลยาวนาน 43 วัน จากความขัดแย้งของฝ่ายค้านและรัฐบาลเรื่องงบประมาณ อย่างไรก็ตาม เมื่อกระทรวงแรงงานเผยแพร่ข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อของเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนออกมา อย่างน้อยก็จะช่วยให้เจ้าหน้าที่เฟดมีข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในการประชุมเดือนมกราคมปีหน้า
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐมีกำหนดจะเผยแพร่ข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อประจำเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจทำให้ภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งได้
สำหรับแนวโน้มข้างหน้า เฟดส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปี 2026 ไม่เปลี่ยนแปลงไปจาก 3 เดือนก่อนหน้านี้ แต่บรรดาเทรดเดอร์ตั้งความหวังว่าจะมากกว่านั้น
โดย CME Fedwatch Tool ซึ่งเป็นเครื่องมือแสดงความน่าจะเป็นเกี่ยวกับดอกเบี้ยของเฟดในอนาคต โดยอาศัยข้อมูลจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของ CME กรุ๊ป แสดงให้เห็นว่ามีโอกาส 68% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง หรือมากกว่านั้นในปีหน้า
ทางด้านแบงก์ ออฟ อเมริกา ทำนายว่า หากดูจาก Dot Plot มีแนวโน้มว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีหน้า ทำให้ดอกเบี้ยปรับลงไปอยู่ในช่วง 3.0-3.25%
ด้านตลาดหุ้นตอบสนองในทางบวก โดยดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้น 0.9% เอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.5% ซึ่งนักวิเคราะห์คาดหมายว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะทะลุ 7,000 จุดในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า เพราะการลดดอกเบี้ยปลายปีเช่นนี้คือการให้ของขวัญแก่ตลาด ทำให้เกิดซานตาคลอส แรลลี่ ส่งท้ายปี
ยูบีเอสระบุว่า การที่เฟดลดดอกเบี้ยทั้งที่เศรษฐกิจไม่ได้ถดถอย ตามประวัติศาสตร์แล้วจะทำให้ตลาดหุ้นมีผลงานดีที่สุด อย่างเช่นปี 1970 ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 15% ต่อปี “ในมุมมองของเรา สภาพแวดล้อมมหภาคมีแนวโน้มจะเอื้ออำนวยมากที่สุดต่อตลาดหุ้นไปจนถึงต้นปีหน้า จะทำให้ตลาดหุ้นขยับขึ้นอีก พร้อมกับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน”
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางคน เช่น คลอเดีย ซาห์ม ซึ่งเคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์ของเฟดได้ออกมาเตือนว่า บรรดานักลงทุนที่อยากให้เฟดลดดอกเบี้ยอีกมาก ๆ ในปีต่อไป ควรกลับมาคิดทบทวนใหม่ ว่าสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องมันจะนำมาซึ่งอะไร หากเฟดยังลดดอกเบี้ยต่อไปหลังจากครั้งนี้แล้ว มันอาจหมายถึงว่าเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้น นักลงทุนต้องระวังว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการมันหมายถึงอะไร “นักลงทุนแสดงความปรารถนาอยากให้ลดอีกได้เลย ถ้าพวกเขาพร้อมที่จะเชียร์ให้เศรษฐกิจถดถอย”
การที่เฟดส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีหน้า นับว่าตรงข้ามอย่างมากกับความต้องการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อยากให้ลดลงมาก ๆ อย่างน้อยเท่าตัว ถึงขนาดข่มขู่จะปลดเจอโรม พาวเวลล์ หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม วาระของพาวเวลล์จะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม 2026 และขณะนี้ทรัมป์กำลังเฟ้นหาและเตรียมจะแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่าประธานเฟดที่ต่อจากพาวเวลล์ถูกคาดหวังให้ลดดอกเบี้ย
แต่ความปรารถนาของทรัมป์คงไม่ง่าย เนื่องจากเฟดมีโครงสร้างตีกรอบอยู่ โดยประธานเฟดมีสิทธิออกเสียงแค่ 1 เสียง และไม่สามารถใช้สิทธิแต่ฝ่ายเดียวในการวีโต้มติของเสียงข้างมาก