ทรัมป์ชั่งน้ำหนัก หลากวิธีแทรกแซงอิหร่าน หลังรับฟังแผนเพนตากอน เร่งพลเมืองอพยพ
ผู้นำสหรัฐกำลังพิจารณาวิธีการแทรกแซงอิหร่าน หลังรับฟังข้อมูลเครื่องมือทางทหารและแผนปฏิบัติการลับจำนวนมากจากเพนตากอน ขณะที่สถานทูตประกาศให้พลเมืองสหรัฐอพยพออกจากอิหร่านทันที โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาล
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กำลังพิจารณาเลือกมาตรการตอบโต้ทางทหารต่อการปราบปรามการประท้วงของทางการอิหร่านที่นับเป็นหนึ่งในบททดสอบที่ร้ายแรงที่สุด ต่อการปกครองรัฐอิสลาม นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามโค่นระบอบกษัตริย์ปี 1979
เมื่อวันที่ 11 มกราคม ทรัมป์เตือนผู้นำอิหร่านว่า สหรัฐย้ำจะโจมตีหากกองกำลังกองกำลังความมั่นคงเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วง อย่างไรก็ดีทรัมป์ยังระบุเพิ่มเติมว่า สหรัฐอาจพบกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายค้านของอิหร่าน
อีกทั้งยังกล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า อิหร่านขอเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งอิสราเอลและสหรัฐเคยทิ้งระเบิดใส่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในสงคราม 12 วัน เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 จนเสียหายไปมาก
ขณะที่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวในการบรรยายสรุปแก่คณะทูตในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2026 ว่า เราพร้อมสำหรับสงคราม แต่ก็พร้อมสำหรับการเจรจาเช่นกัน
ซีบีเอส นิวส์ (CBS News) รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหม 2 คน ซึ่งไม่ประสงค์ออกนามว่า ขณะนี้ทรัมป์ได้รับฟังข้อมูลเครื่องทางทหารและปฏิบัติการลับมากมายที่สามารถใช้โจมตีอิหร่านได้
โดยอำนาจทางอากาศและขีปนาวุธพิสัยไกล ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการตอบโต้ทางทหาร แต่นักวางแผนของเพนตากอน (กระทรวงกลาโหมสหรัฐ) ยังเสนอทางเลือกปฏิบัติการทางไซเบอร์และทางจิตวิทยา ซึ่งจะมุ่งทำลายโครงสร้างการบังคับบัญชา การสื่อสาร และสื่อของรัฐ
ปฏิบัติการทางไซเบอร์และจิตวิทยา สามารถเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้กำลังทหารแบบดั้งเดิม หรือสามารถนำไปใช้แบบเดี่ยวก็ได้ โดยทีมงานด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดี จะจัดการประชุมที่ทำเนียบขาวในที่ 14 มกราคม เพื่อหารือเกี่ยวกับทางเลือกต่าง ๆ ในการรับมืออิหร่านต่อไป
ขณะที่สถานทูตสหรัฐออกประกาศวันที่ 13 มกราคม ระบุว่า การประท้วงทั่วประเทศอิหร่านกำลังบานปลาย และอาจกลายเป็นความรุนแรงที่ส่งผลให้มีการจับกุมและผู้บาดเจ็บ ขอให้พลเมืองเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาอินเทอร์เน็ต ซึ่งรัฐบาลอิหร่านจำกัดการเข้าถึง วางแผนการสื่อสารด้วยวิธีการอื่น ๆ และพิจารณาเดินทางออกจากประเทศทันที ทางบกให้ไปยังอาร์เมเนียหรือตุรกี
“ออกจากอิหร่านทันที วางแผนการเดินทางออก โดยไม่ต้องรอพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาล” สถานทูตสหรัฐระบุ
นอกจากขู่ปฏิบัติการทางทหาร ทรัมป์ยังประกาศจะเรียกเก็บภาษี 25% สำหรับสินค้าจากประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน
ซีบีซี (CBC) รายงานว่า แม้ว่าทรัมป์จะให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อย แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจมีผลในเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าในทางปฏิบัติ เนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ และกำลังเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐและนานาชาติอยู่แล้ว โดยประเทศปลายทางการส่งออกน้ำมันหลัก ๆ ของอิหร่าน ได้แก่ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย
“แม้ว่าการโจมตีทางอากาศจะเป็นหนึ่งในหลายทางเลือกที่ทรัมป์พิจารณา แต่การทูตเป็นทางเลือกแรกสำหรับประธานาธิบดีเสมอ” แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวกับผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 12 มกราคม
ขณะที่สถานทูตจีนในสหรัฐวิพากษ์วิจารณ์แนวทางของทรัมป์ โดยระบุว่า จีนจะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน และคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการใช้เขตอำนาจรัฐนอกดินแดน
เอพี (AP) รายงานยอดผู้เสียชีวิตจากการประท้วง อ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนในสหรัฐ (Human Rights Activists News Agency : HRANA) วันที่ 13 มกราคม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 646 ราย จากการประท้วงซึ่งขณะนี้ลุกลามขยายไปทั่วประเทศ โดยเริ่มจากกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ที่ออกมาประท้วงกลางเมืองหลวงในกรุงเตหะราน ด้วยปัญหาราคาสินค้าจำเป็นพุ่งสูง จนขยายลามเป็นการต่อต้านผู้นำสูงสุดที่รับมือการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 42% ในปี 2025 ซึ่งเร่งตัวขึ้นจาก 33% ในปี 2024 ก่อนที่ราคาสินค้าจะพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ชาวอิหร่านจำนวนมากก็ประสบปัญหาในการหาอาหารเลี้ยงชีพอยู่แล้ว โดยสื่อท้องถิ่นรายงานในปี 2022 ว่าครึ่งหนึ่งของพวกเขาบริโภคอาหารน้อยกว่า 2,100 แคลอรีต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณมาตรฐาน