คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ถึงแม้จะถูกสหรัฐอเมริกาเล่นงานหนักด้วยภาษีศุลกากรมาหลายปี และหนักสุดในปี 2025 แต่การส่งออกของจีนก็ยังสามารถขยายตัวได้ จนทำให้ปี 2025 จีน “เกินดุล” การค้าทุบสถิติใหม่ที่ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซีเอ็นบีซีรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลของหน่วยงานศุลกากรจีน ว่าการส่งออกของจีนเดือนธันวาคม 2025 เติบโต 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 3% และยังสูงกว่าเดือนพฤศจิกายนที่เติบโต 5.9% ทำให้โดยรวมแล้วการส่งออกทั้งปีขยายตัว 5.5% ขณะที่การนำเข้าแทบไม่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้จีนเกินดุลการค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2024 และทำสถิติใหม่
เมื่อดูในรายละเอียดพบว่าการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐในเดือนธันวาคมดิ่งลง 30% ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 ส่วนการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐลดลงในอัตราใกล้เคียงกันคือ 29% และเมื่อรวมตลอดปี 2025 จีนส่งออกไปสหรัฐลดลง 20% และนำเข้าจากสหรัฐลดลง 14.6% แสดงให้เห็นถึงการลดลงอย่างมากของการค้าระหว่างสองประเทศ อันเนื่องมาจากการใช้มาตรการภาษีตอบโต้กัน จนเกิดความตึงเครียดอย่างหนัก
ส่วนการส่งออกไปสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 12% ส่งออกไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโต 11% ขณะที่จีนนำเข้าจากสหภาพยุโรปขยายตัว 18% แต่นำเข้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลง 5%
อย่างไรก็ตาม เมื่อจีนเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกสหรัฐอเมริกาเพื่อชดเชย ทำให้เกิดความไม่สมดุลการค้ามากขึ้น สร้างความกังวลให้กับบรรดาคู่ค้าหลักของจีน ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศเคยออกมากระตุ้นให้จีนลดพึ่งพาการส่งออก และหันไปส่งเสริมการบริโภคในประเทศแทน
เอสวาร์ พราซาด นักวิชาการอาวุโสของสถาบันบรูกกิงส์ ในวอชิงตัน เตือนว่า การเกินดุลการค้าของจีนจะมี “ผลกระทบ” ต่อระบบการค้าโลกในระดับ “ทำลายล้าง” แบบเดียวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะความต้องการภายในประเทศที่ซบเซาของจีนจะฉุดลากการเติบโตของทั่วโลกลงต่ำไปด้วย นอกจากนั้น จะกระตุ้นให้ชาติต่าง ๆ ทั่วโลกมีแนวโน้มจะหาทาง “ปกป้อง” เศรษฐกิจของตัวเองด้วยการตั้ง “กำแพงการค้า” กับจีน
โกลบอลไทมส์ ซึ่งเป็นสื่อภายใต้รัฐบาลจีนรายงานว่า การค้ากับต่างประเทศของจีนทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2025 แสดงให้เห็นว่าจีนมีความยืดหยุ่นและการอยู่รอดสูง จีนสามารถรักษาตำแหน่งประเทศผู้ค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก แม้จะมีสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง ระเบียบเศรษฐกิจและการค้าโลกประสบความท้าทายใหญ่หลายอย่าง การที่จีนประสบความสำเร็จในการค้ากับต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย
ไป่ หมิง นักวิจัยแห่งสถาบันความร่วมมือการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศของจีนชี้ว่า ความสำเร็จของจีนครั้งนี้แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ซับซ้อนจากภายนอก แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงคุณภาพที่ดีขึ้นของวิสาหกิจการค้าต่างประเทศ สินค้าจีนที่มีความสามารถการแข่งขันสูง และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับตลาดระหว่างประเทศ
จุดเด่นที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการค้ากับต่างประเทศดังกล่าว ก็คือการที่จีนได้กระจายความเสี่ยงไปตลาดอื่น ๆ มากขึ้นในปีที่แล้ว ความสามารถการแข่งขันส่งออกระดับโลกสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าไฮเทคโนโลยี
หน่วยงานศุลกากรจีนระบุว่า ในปีที่แล้วจีนได้สร้างสัมพันธ์การค้ากับประเทศต่าง ๆ มากกว่า 240 ประเทศ และในจำนวนนี้มีมากกว่า 190 ประเทศที่การค้าของจีนเป็นบวก ที่น่าสนใจก็คือการค้ากับประเทศที่เป็นพันธมิตรในโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ขยายตัว 6.3% หรือมีมูลค่า 23.6 ล้านล้านหยวน คิดเป็น 51.9% ของมูลค่าการค้าต่างประเทศทั้งหมดของจีน
โหว เจียงโก่ว รองประธานสมาคมศึกษาการค้าโลกในปักกิ่งระบุว่า “ภาคการผลิต” ของจีนกำลังเร่งความเร็วเพื่อพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ในเทคโนโลยีสำคัญ และไต่สูงขึ้นในระบบ “ห่วงโซ่คุณค่า” โลกอย่างต่อเนื่อง การผงาดขึ้นของผลิตภัณฑ์อย่างรถยนต์ไฟฟ้า เรือ และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ได้ช่วยเปลี่ยนโฉมความสามารถการแข่งขันส่งออกของจีนในตลาดนานาชาติ โดยในปี 2025 การส่งออกสินค้าไฮเทคโนโลยีเติบโต 13.2% เฉพาะการส่งออก “สามสหายใหม่” ซึ่งได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเทียมอิออน และผลิตภัณฑ์เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 27.1% ส่วนผลิตภัณฑ์พลังงานสีเขียวเช่นกังหันลมพุ่งขึ้น 48.7%
สำหรับความสัมพันธ์กับสหรัฐนั้น แม้ว่าเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา (2025) ความตึงเครียดจะลดลงบ้าง หลังจากสองประเทศทำข้อตกลงสงบศึกการค้าชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี แต่นักวิเคราะห์กังวลว่าความขัดแย้งรอบใหม่อาจปะทุขึ้นอีก หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐออกมาขู่ว่า ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจการค้ากับอิหร่านจะถูกเก็บภาษี 25% มีผลทันที คำขู่นี้เกิดขึ้นหลังจากเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในอิหร่านและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยทรัมป์เตือนว่าอาจโจมตีอิหร่านหากยังสังหารผู้ประท้วง
คำขู่เก็บภาษีกับทุกประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนรอบใหม่ เพราะคู่ค้าหลักของอิหร่าน มีทั้งจีน ตุรกี อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจีนนั้นออกมาคัดค้านทรัมป์ทันที พร้อมกับเตือนว่าจีนจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนไม่มีทางจะลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่านเพียงเพราะคำขู่ของทรัมป์ และไม่ลังเลที่จะตอบโต้หากทรัมป์ใช้เรื่องภาษีมาเล่นงาน
ตามข้อตกลงเดิม ทรัมป์มีกำหนดจะไปเยือนจีนในเดือนเมษายนปีนี้ จากนั้นปีเดียวกัน สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเยือนสหรัฐเป็นการตอบแทน แต่การที่ทรัมป์ออกมาขู่เรื่องอิหร่าน ถือว่าได้ทำลายความไว้วางใจที่ได้สร้างขึ้นระหว่างกันซึ่งมีความเปราะบางอยู่แล้ว