Skip to content

สัมภาษณ์พิเศษ : มรกตวงศ์ ภูมิพลับ ประชุมใหญ่เวียดนาม 2026 สู่การแข่งขันเศรษฐกิจกับไทย

23 ม.ค. 2569 | 19:19น.
สัมภาษณ์พิเศษ : มรกตวงศ์ ภูมิพลับ ประชุมใหญ่เวียดนาม 2026 สู่การแข่งขันเศรษฐกิจกับไทย
สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้สัมภาษณ์: ณัฐณิชา วาณิชย์วิรุฬห์

จากกรณี วันที่ 23 มกราคม 2026 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ลงมติเลือกนายโต เลิม ให้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามต่อไปอีกสมัย เป็นเวลา 5 ปี ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามครั้งที่ 14 ซึ่งกำลังจัดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 19-25 มกราคม 2026

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ ผศ.ดร.มรกตวงศ์ ภูมิพลับ อาจารย์สาขาวิชาเอเชียศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนาม ถึงประเด็นทางเศรษฐกิจที่น่าจับตาจากการประชุม รวมถึงเปรียบเทียบจุดเด่น-จุดด้อยทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทยกับเวียดนามในปัจจุบัน

 

ในการประชุมสมัชชาใหญ่นี้ มีประเด็นทางเศรษฐกิจใดที่น่าจะจับตาบ้าง เนื่องจากปีที่ผ่านมา เวียดนามทำผลงานด้านเศรษฐกิจไว้อย่างดี

อาจารย์มรกตวงศ์ ระบุว่า ในการประชุมสมัชชาใหญ่ มีประเด็นทางเศรษฐกิจสำคัญหลายด้านที่น่าจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเป้าหมายปี 2045 ซึ่งเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง (High-income Country) ภายในปี 2045 โดยคาดการณ์ว่า รายได้ต่อหัวจะเพิ่มจากในปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 156,000 บาท) เป็น 8,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 265,000 บาท) ในปี 2030

“สิ่งนี้เป็นเป้าหมายอันเกิดจากการยกระดับการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่เรียกกันว่า โด่ยเหมย 2.0 (Doi Moi 2.0) ซึ่งมีเป้าหมายให้ GDP ขยายตัวเฉลี่ยถึง 10% ต่อปีในช่วง 2026-2030 เพื่อให้หลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลาง” ผศ.ดร.มรกตวงศ์ระบุ

นโยบายโด่ยเหมย 2.0 ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของเวียดนาม และเป็นหนึ่งในไฮไลต์หลักของการประชุม

นอกจากนี้ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เวียดนามประกาศปฏิรูปโครงสร้างการปกครองส่วนราชการหลายระบบ รวมทั้งยังกระตุ้นความน่าสนใจให้ทั่วโลกจับตามอง เกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดผ่าน แผนการลงทุนสาธารณะและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

อาจารย์ระบุว่า มีการประกาศโครงการเมกะโปรเจ็กต์ รวมหลายร้อยรายการมูลค่ามหาศาล พร้อมกับการระดมเงินกู้ต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ระบบรางและสนามบิน การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและเมืองใหม่ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการสร้างความหวือหวาและการดึงดูดความสนใจจากนานาชาติผ่านโครงการทางเศรษฐกิจ

 

ไทย-เวียดนาม เป็นคู่แข่งในทางเศรษฐกิจกันไหม (หรือเวียดนามแซงหน้าไปแล้ว) ในมุมของอาจารย์ พร้อมเปรียบเทียบจุดเด่นจุดด้อย ไทย-เวียดนาม

อาจารย์มรกตวงศ์ระบุว่า หากพิจารณาอย่างเป็นระบบแล้ว ในปัจจุบัน ไทยและเวียดนามเป็นทั้งคู่แข่งและคู่ขนานทางเศรษฐกิจ มากกว่าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแซงหน้าอย่างเบ็ดเสร็จ โดยทั้งสองประเทศยังมีความแตกต่างด้านโครงสร้างและระดับการพัฒนาอย่างชัดเจน

“หากเราพิจารณาในเชิงมหภาค ซึ่งมุ่งมองที่ตัวเลขการพัฒนาเป็นสำคัญ แน่นอนว่าเวียดนามโตเร็วและขยายตลาดใหญ่ยิ่งขึ้น โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตด้วยอัตราที่สูงกว่าไทยอย่างต่อเนื่อง” อาจารย์กล่าว

เวียดนามสามารถรักษาอัตราการขยายตัวของ GDP ได้ในระดับสูง จากแรงหนุนของการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ตลอดจนการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมี GDP ต่อหัวสูงกว่า มีโครงสร้างเศรษฐกิจหลากหลายกว่า อีกทั้งมีฐานบริการ การเงิน และโลจิสติกส์ที่ยังคงเข้มแข็งกว่า

“ถ้ามองว่าเป็นคู่แข่งกันจริง ๆ ก็อาจจะอยู่ในเรื่องของภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก โดยไทยและเวียดนามเป็นคู่แข่งโดยตรงมากขึ้น ในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม” อาจารย์ระบุ

เวียดนามได้เปรียบในด้านค่าแรงที่ยังต่ำกว่า  มีโครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่และยังสามารถใช้จุดนี้มาเป็นปัจจัยดึงดูดความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศ เวียดนามอาจเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน 

ขณะที่ไทยเริ่มเผชิญข้อจำกัดจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นและโครงสร้างประชากรสูงวัย อย่างไรก็ดี ไทยยังได้เปรียบในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ห่วงโซ่อุปทานซับซ้อน เช่น อาหารแปรรูป และปิโตรเคมี ซึ่งเวียดนามยังไม่สามารถไต่ระดับขึ้นมาได้ รวมทั้งไทยยังคงมีต้นทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ และพลังงานที่พัฒนากว่า อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ภาคบริการที่ยังคงคุณภาพมากกว่า

สำหรับข้อด้อยนั้น เวียดนามยังเผชิญความท้าทายมากมาย ถึงแม้ว่าเวียดนามจะมีประชากรวัยแรงงานสูงแต่ก็มีข้อจำกัดด้านคุณภาพแรงงาน เทคโนโลยีขั้นสูง และการพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป

อีกทั้ง รัฐบาลเวียดนามจะยกระดับคุณภาพประชากรให้เป็นแรงงานที่มีคุณภาพได้หรือไม่ แทนที่จะโปรโมตเพียงเรื่องแรงงานราคาถูกเพื่อดึงดูดนักลงทุน นอกจากนี้โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนยังไม่เพียงพอ 

แม้ว่าเวียดนามจะประกาศโครงการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากมาย แต่หากศึกษาจากผลสัมฤทธิ์ของโครงการเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานก็พบว่า ประสบปัญหาความล่าช้ากว่ากำหนด เห็นได้ชัดจากกรณีของการสร้างระบบรางในเมืองใหญ่อย่างนครโฮจิมินห์ ซึ่งกว่าจะเปิดรถไฟฟ้าใต้ดินได้ก็ล่าช้าไปหลายปี เป็นต้น ในขณะที่ไทยเผชิญปัญหาการเติบโตชะลอตัว การขาดแรงงานรุ่นใหม่ และความล่าช้าในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรม

“ความท้าทายที่แท้จริงสำหรับไทยจึงไม่ใช่คำถามว่า เวียดนามแซงหรือไม่ เวียดนามแซงหรือยัง แต่คือ ไทยจะปรับตัวอย่างไรในโลกที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามสามารถไต่ระดับเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น โดยหากไทยไม่เร่งยกระดับผลิตภาพ นวัตกรรม และแรงงาน ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่มีอยู่อาจทำให้ติดกับดักและค่อย ๆ ลดความสำคัญลงในระยะยาว” อาจารย์กล่าวทิ้งท้าย