Skip to content

เฟด ตรึงดอกเบี้ย 3.5-3.75% ‘พาวเวลล์’ ทิ่มทรัมป์คดี ‘ลิซ่า คุก’

01 ก.พ. 2569 | 11:32น.
เฟด ตรึงดอกเบี้ย 3.5-3.75% ‘พาวเวลล์’ ทิ่มทรัมป์คดี ‘ลิซ่า คุก’
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ไม่ผิดจากความคาดหมายของตลาด สำหรับผลการประชุมนัดแรกปี 2026 ของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อที่ประชุมมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม 3.5-3.75% ด้วยมติ “ไม่เอกฉันท์” เนื่องจากมีกรรมการ 2 คนเช่นเดิมคือ “สตีเฟ่น มิแรน” และ “คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์” คัดค้าน

โดยต้องการให้ลดดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งกรรมการทั้งสองคนล้วนได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมีแนวทางคล้อยตามความต้องการของทรัมป์ที่อยากให้เฟดลดดอกเบี้ยมาก ๆ โดยมิแรนนั้นลงมติสวนทางเสียงส่วนใหญ่มา 4 ครั้งติดต่อกันแล้ว

แถลงการณ์ของคณะกรรมการระบุว่า กิจกรรมเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี อัตราว่างงานทรงตัว เงินเฟ้อค่อนข้างสูงอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ไม่ได้บอกทิศทางในอนาคตว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีกครั้งเมื่อไหร่ ระบุเพียงว่าขึ้นกับข้อมูลและแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการจะปล่อยให้หน้าที่การตัดสินใจเป็นของประธานเฟดคนใหม่ ที่คาดว่าทรัมป์จะเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้การรับรอง ก่อนการประชุมเฟดเดือนมิถุนายนนี้ ในขณะที่ “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟดคนปัจจุบันจะหมดวาระเดือนพฤษภาคม

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวภายหลังประชุมว่า ภาพรวมและแนวโน้มเศรษฐกิจดู “แข็งแกร่ง” กว่าเดิมเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เงินเฟ้อยังสูงอยู่บ้าง ข้อมูลตลาดแรงงานบางส่วนบ่งชี้ว่ามีเสถียรภาพ อัตราว่างงานทรงตัว ดังนั้นจะดีกว่าที่จะรอดูสถานการณ์และข้อมูลในเวลานั้นก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับดอกเบี้ย

เคย์ เฮก หัวหน้าฝ่ายลงทุนตราสารหนี้ของโกลด์แมน แซคส์ แอสเส็ต แมเนจเมนต์ ชี้ว่า เฟดอาจ “ตรึง” ดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะข้อมูลเศรษฐกิจบ่งชี้อย่างแข็งแกร่งว่าตลาดแรงงานมีเสถียรภาพ ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยช่วยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยในช่วงหลังของปี ซึ่งน่าจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง เมื่อเงินเฟ้อผ่อนคลายลง

ทางด้าน “แมกซิม ดาร์เม็ต” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส อัลลิแอนซ์ เทรด กล่าวว่า ถึงแม้ตลาดจะคาดหมายว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ แต่ตนประเมินว่าน่าจะลดเพียงครั้งเดียวในอัตรา 0.25% ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือนมิถุนายน

เพราะขณะนี้มีหลักฐานมากขึ้นว่า ความบูมของ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือเอไอ ได้เติมพลังให้เศรษฐกิจเติบโต ตลาดแรงงานมีเสถียรภาพ ดังนั้นเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าไปได้ด้วยดอกเบี้ย 3.5% กลับกันหากมีการลดดอกเบี้ยมากกว่านี้ก็เสี่ยงจะไปกระตุ้นให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มว่าทรัมป์จะแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งแทนเจอโรม พาวเวลล์ คือ “ริค ไรเดอร์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนตราสารนี้ของแบล็กร็อก บริษัทจัดการสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะทรัมป์เคยกล่าวว่า ไรเดอร์เป็นคน “น่าประทับใจมาก” ซึ่งไรเดอร์นั้น ถูกมองว่าเป็น “สายพิราบ” มาก ๆ นั่นก็คือนิยมนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ทิศทางเดียวกับทรัมป์

เป็นที่ทราบกันว่า พาวเวลล์ถูกทรัมป์กดดันและโจมตีอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วง ให้ลดดอกเบี้ยลงต่ำ ๆ ตามที่ทรัมป์ต้องการ แต่ตามกฎหมาย ประธานาธิบดีไม่สามารถปลดประธานเฟดได้ ดังนั้นทรัมป์ได้หาทางเล่นงานและ “บีบ” พาวเวลล์เพื่อให้ลาออกไปเอง แต่พาวเวลล์ไม่ลาออก ทรัมป์จึงหันไปปลด “ลิซ่า คุก” ผู้ว่าการเฟด ซึ่งเป็นกรรมการในบอร์ดนโยบายการเงินของเฟดอยู่ด้วย ในข้อหาฉ้อโกงการกู้เงินซื้อบ้านด้วยการยื่นเอกสารเท็จ ซึ่งถูกมองว่าทรัมป์ต้องการปลดออกเพื่อเอาคนที่ตนสั่งได้มานั่งบอร์ดแทน

แต่ ลิซ่า คุก ได้ฟ้องศาล และศาลได้ “ระงับคำสั่ง” ของทรัมป์ ทำให้เธอยังนั่งในบอร์ดต่อไปได้ จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาว่าทรัมป์สามารถปลดเธอได้หรือไม่ โดยพาวเวลล์มีกำหนดจะไปให้ปากคำต่อศาลฎีกาเกี่ยวกับคดีลิซ่า คุก เร็ว ๆ นี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่อง “ไม่ปกติ” ที่ประธานเฟดจะไปให้ปากคำต่อศาล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลการตัดสินใจไปให้ปากคำต่อศาลด้วยวาจา พาวเวลล์ตอบว่า คดีนี้อาจเป็นคดีทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดใน “ประวัติศาสตร์ 113 ปี” ของเฟด และเมื่อตนมาคิดดูแล้ว คงเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายว่าทำไมจึงจะไม่ไป

“นอกจากนั้น พอล โวลเกอร์ ก็ไปศาลฎีกาในคดีที่โด่งดังในปี 1985 เหมือนกัน ดังนั้นมันจึงเป็นบรรทัดฐาน และผมคิดว่าเหมาะสมที่จะทำแบบเดียวกัน” ประธานเฟดระบุ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าโวลเกอร์ไปศาลด้วยคดีอะไร

สำหรับ “พอล โวลเกอร์” ที่พาวเวลล์เอ่ยถึง เป็นอดีตประธานเฟด มีชื่อเสียงว่า “ปราบเงินเฟ้อ” สหรัฐได้อยู่หมัดด้วยการขึ้นดอกเบี้ยสูง ทำให้เงินเฟ้อสหรัฐที่สูงอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับสูงสุด 14.8% ในปี 1980 ลดลงเหลือ 3% ในปี 1983 มาตรการของเขาถูกเรียกว่า “โวลเกอร์ ช็อก” ทำให้เขาถูกฝ่ายการเมืองโจมตีอย่างรุนแรง

มีรายงานว่า ในเดือนกรกฎาคม 1984 โวลเกอร์ถูกเรียกตัวไปพบประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (พรรครีพับลิกัน) และเจมส์ เบเคอร์ หัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว เขาถูกขอร้อง “ไม่ให้ขึ้นดอกเบี้ย” ก่อนการเลือกตั้งในปีเดียวกันนั้น ต่อมาในภายหลังโวลเกอร์ได้เขียนไว้ในบันทึกของเขาว่ารู้สึก “ตะลึงงัน” แต่เนื่องจากเขาไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นดอกเบี้ยอยู่แล้ว อีกทั้งทำเนียบขาวก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้ออกสื่อ ตนจึงไม่ได้บอกกับสื่อเช่นกัน

การที่พาวเวลล์เอ่ยถึงโวลเกอร์ในครั้งนี้ น่าจะต้องการสื่อสารว่าเขาจะยึดโวลเกอร์เป็นแบบอย่าง ไม่ยอมตามแรงกดดันทางการเมือง หลังจากเขาเองถูกการเมืองเล่นงานหนัก ถึงขั้น “คดีอาญา” ด้วยข้อหาว่าใช้งบประมาณสูงเกินไปและเกินจำเป็นในการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟด โดยขณะนี้กระทรวงยุติธรรมได้เป็นมือไม้ให้กับทรัมป์ ด้วยการเปิดไต่สวนคดีอาญาต่อพาวเวลล์ จนทำให้ผู้บริหารธนาคารกลาง 11 แห่งทั่วโลก ได้ออกแถลงการณ์ตำหนิ พร้อมกับแสดงจุดยืนเคียงข้างพาวเวลล์

ส่วนพาวเวลล์ได้ออกคลิปตอบโต้ทรัมป์โดยตรงเป็นครั้งแรก โดยระบุชัดว่า แรงจูงใจน่าจะมาจากการที่ทรัมป์ไม่พอใจที่ตนไม่ลดดอกเบี้ยตามคำสั่ง