Skip to content

ทรัมป์-สี จิ้นผิง หารือทางโทรศัพท์นาน จุดร้อนภูมิรัฐศาสตร์ไต้หวัน อิหร่าน ก่อนเยือนจีนเม.ย.นี้

05 ก.พ. 2569 | 07:35น.
ทรัมป์-สี จิ้นผิง หารือทางโทรศัพท์นาน จุดร้อนภูมิรัฐศาสตร์ไต้หวัน อิหร่าน ก่อนเยือนจีนเม.ย.นี้

ทรัมป์และสี จิ้นผิง หารือกินเวลานานในด้านการค้าและเรื่องประเด็นร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงกรณีไต้หวันที่จีนเป็นฝ่ายหยิบยกขึ้นหารือ สะท้อนความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจยังมีอยู่ แม้ทรัมป์ยกย่องว่าเป็นการสนทนาที่ดีอย่างมาก โดยจะไปเยือนจีนในเดือนเมษายนนี้

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนได้หารือเกี่ยวกับการค้าและจุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงประเด็นไต้หวัน สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน สถานการณ์ปัจจุบันกับอิหร่านในการสนทนาทางโทรศัพท์ เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ เวลาท้องถิ่น

ทรัมป์กล่าวภายหลังการสนทนาว่า เป็นการหารือที่ยอดเยี่ยม กินเวลานานและละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งมีการพูดคุยเรื่องสําคัญมากมาย รวมถึงการค้า การทหาร การเดินทางเยือนจีนในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งทรัมป์ระบุว่าตั้งตารออย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีการซื้อสินค้าจำนวนมาก รวมถึงน้ำมันและก๊าซจากสหรัฐของจีน การพิจารณาซื้อสินค้าเกษตรเพิ่มเติมของจีน รวมถึงการเพิ่มจํานวนถั่วเหลืองเป็น 20 ล้านตันสําหรับฤดูกาลปัจจุบัน และจีนยังได้ให้คํามั่นสัญญาซื้ออีก 25 ล้านตันสําหรับฤดูกาลหน้าด้วย การส่งมอบเครื่องยนต์ เครื่องบิน และอื่น ๆ อีกมากมาย

ผู้นำสหรัฐระบุว่า ทั้งหมดนี้เป็นบวกอย่างมาก

“ความสัมพันธ์กับจีนและความสัมพันธ์ส่วนตัวของผมกับประธานาธิบดีสีนั้นดีมาก และเราทั้งคู่ตระหนักดีว่า การรักษาไว้สําคัญเพียงใด” ทรัมป์ระบุ

ทรัมป์เชื่อว่าจะมีผลลัพธ์เชิงบวกมากมายในช่วงสามปีข้างหน้าของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ต้องทำร่วมกับประธานาธิบดีสีและสาธารณรัฐประชาชนจีน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนหารือเกี่ยวกับไต้หวันในแง่มุมที่โต้เถียงกันมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุเกี่ยวกับการหารือของสองผู้นำในแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีสีเป็นฝ่ายหยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นมาหารือ และเรียกร้องเป็นพิเศษให้สหรัฐจัดการการขายอาวุธไปยังไทเปด้วยความระมัดระวังสูงสุด และกล่าวว่าจีนจะไม่ปล่อยให้ไต้หวันแบ่งแยกดินแดนออกไป

สีเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเสริมสร้างการสื่อสาร จัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสม และขยายความร่วมมือ

“ไม่ละเลยการกระทําเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นความปรารถนาดี หรือกระทําความผิดเล็กน้อย” สีกล่าว และบอกอีกว่า “เราควรดําเนินการทีละอย่างและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง”

นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าทรัมป์และสีไม่ได้กล่าวถึงความขัดแย้งทางการทูตล่าสุดของจีนกับญี่ปุ่นเป็นหลักฐานว่าความสัมพันธ์สหรัฐและจีนดีขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การโทรศัพท์ครั้งก่อนหน้านี้ของทั้งสองในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ถูกบดบังจากความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวัน

Neo Wang หัวหน้านักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคจีนที่ Evercore ISI ในนิวยอร์กกล่าวว่า “น้ำเสียงเชิงบวกของทั้งสองนั้นสอดคล้องกัน ทําให้ความสัมพันธ์หลังปี 2026 ดี”

แต่ในการหารือของสองผู้นำที่ในเชิงการถกเถียงในประเด็นไต้หวันแสดงให้เห็นว่ามีความตึงเครียดที่ยืดเยื้อระหว่างสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าทรัมป์และสีจะพยายามลดความขัดแย้งทางการค้าที่เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐกลับมาดํารงตําแหน่งเมื่อปีที่แล้ว

ด้านกาเบรียล วินเดา ผู้อำนวยการจัดการจากบริษัทที่ปรึกษา Teneo ในนิวยอร์กกล่าวว่า การเน้นย้ำประเด็นไต้หวันของสี อาจสะท้อนถึงความไม่พอใจของฝ่ายจีนจากการที่รัฐบาลทรัมป์อนุมัติการซื้ออาวุธครั้งใหญ่แก่ไต้หวัน แต่ไม่ดูเหมือนว่าประเด็นนี้ทำให้ข้อตกลงพักสงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจสะดุดลงแต่อย่างใด

แม้ว่าความสัมพันธ์สหรัฐและจีนมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังข้อตกลงการค้าที่ตกลงกันได้ในการหารือที่เกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้ว แต่ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดการบุกจับผู้นำเวเนซุเอลาซึ่งส่งน้ำมันไปจีน 400,000 บาร์เรลต่อวันในปีที่แล้ว กลับเหลือ 0 ในเดือนมกราคมปีนี้ หลังจากกองทัพเรือสหรัฐปราบปรามการส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งทรัมป์ระบุก่อนหน้านี้ว่ายินดีต้อนรับการลงทุนจากบริษัทจีน เนื่องจากต้องการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของเวเนซุเอลา

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐยังขู่เก็บภาษีกับคู่ค้าที่ทำการค้ากับประเทศอิหร่าน เนื่องจากต้องการกดดันผู้ปกครองอิหร่านให้ทำข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

อีกทั้งการขึ้นภาษีในวงกว้างทั่วโลกรวมถึงพันธมิตรของสหรัฐฝ่ายเดียว ทำให้สหรัฐอาจกลายเป็นหุ้นส่วนที่ไม่สามารถวางใจได้ในทางเศรษฐกิจและความมั่นคงอีกต่อไป ทำให้ชาติพันธมิตรบางรายแสวงหาการปรับความสัมพันธ์กับจีน รวมถึงการเดินทางเยือนจีนของเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา รวมถึงเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ