ญี่ปุ่นและไทยจัดเลือกตั้งวันเดียวกันเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ ปรากฏผลพรรครัฐบาลต่างชนะถล่มทลาย กำลังเข้าสู่การจัดตั้งรัฐบาล ตามกระบวนการ
พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์คว้าที่นั่งสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด 315 จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ชัยชนะของทาคาอิจิในครั้งนี้ยิ่งใหญ่จนน่าทึ่ง เธอได้รับที่นั่งมากกว่าสองในสามของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมากเกินพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้โดยลำพังหากต้องการ
แต่เธอสัญญาว่าจะสานต่อแนวร่วมที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้วกับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) ซึ่งจะทำให้จำนวนที่นั่งของรัฐบาลเพิ่มเป็น 352 จาก 453 ที่นั่ง
นับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ที่สุดของพรรคการเมืองใด ๆ ในญี่ปุ่นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายพันธมิตรฝ่ายค้านของโยชิฮิโกะ โนดะ อดีตนายกฯ ได้ 49 ที่นั่ง พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น 36 ที่นั่ง และพรรคซันเซโตะฝ่ายขวาจัดที่ชูสโลแกน “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” คว้า 15 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นถึง 12 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งปี 2024
ผลดังกล่าว ส่งให้รัฐบาลมีเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร สามารถโหวตค้านมติวุฒิสภาได้ และเปิดทางให้ทาคาอิจิผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้านความมั่นคง โดยมุ่งไปที่เพิ่มงบกลาโหม และสานต่อนโยบายการคลังแบบขยายตัว ตามนโยบายหาเสียง
อย่างไรก็ดี นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่นยังเผชิญโจทย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจ ทั้งค่าครองชีพสูง การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการบริหารการคลังท่ามกลางหนี้สาธารณะมากกว่าสองเท่าของขนาดเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดกับจีนยังดำเนินต่อไป หลังทาคาอิจิมีจุดยืนแข็งกร้าวที่ญี่ปุ่นอาจใช้กำลังตอบโต้ หากจีนใช้กำลังยึดไต้หวัน เพราะถือเป็นการคุกคามความอยู่รอดของญี่ปุ่น ส่งผลให้จีนตอบโต้ผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจรวมถึงการจำกัดการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน สร้างผลกระทบต่อเสาหลักเศรษฐกิจญี่ปุ่น
Nikkei Asia (นิกเคอิ เอเชีย) รายงานว่า เมื่อ 11 ก.พ. คณะกรรมการการเลือกตั้งญี่ปุ่นประกาศผลอย่างเป็นทางการการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 กุ.พ.ที่ผ่านมา และจะเปิดประชุมรัฐสภาสมัยพิเศษวันที่ 18 ก.พ. (หรือเพียงราว 10 วันเท่านั้นนับจากวันเลือกตั้ง) เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการภายใน 30 วันหลังเลือกตั้ง โดยจากเสียงเกิน 2 ใน 3 ของ LDP คาดว่า ทาคาอิจิจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย
จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิอยู่ที่ 54.34% ในระบบแบ่งเขต และ 55.12% ในระบบสัดส่วน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการเลือกตั้งครั้งก่อน
ตามกระบวนการตามระบอบการเมืองการปกครองญี่ปุ่นในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ (จักรพรรดิ) อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ทรงเป็นสัญลักษณ์ของรัฐและองค์เอกภาพของประชาชน มีขั้นตอน ดังนี้ :
- ยุบสภาผู้แทนราษฎร (Dissolution): นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่
การเลือกตั้งทั่วไป (General Election): ประชาชนลงคะแนนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (Lower House) ภายใน 40 วันหลังยุบสภา - การประชุมสภาพิเศษ (Special Diet Session): เรียกประชุมสภาภายใน 30 วันหลังเลือกตั้ง เพื่อลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่
- การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี (Appointment): จักรพรรดิญี่ปุ่นแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ได้รับเลือกจากสภาอย่างเป็นทางการ
- การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (Cabinet Formation): นายกรัฐมนตรีคนใหม่เลือกคณะรัฐมนตรี และถวายสัตย์ปฏิญาณต่อจักรพรรดิ
ในส่วนการเลือกตั้งไทย สื่อต่างประเทศหลายสำนักระบุว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลคว้าชัยชนะเด็ดขาดที่คาดไม่ถึง จากพรรคอันดับ 3 ในการเลือกตั้งปี 2566 ก้าวขึ้นมาอันดับที่ 1 นับจุดเริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นกติกาใหม่ ใช้กระแสที่พุ่งขึ้นของชาตินิยมในห้วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาจนประสบความสำเร็จ เป็นพรรคอนุรักษนิยมที่ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายในรอบ 100 ปี ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
สส. มีกรอบเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องประกาศผลภายใน 60 วัน ภายหลัง กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. แล้ว ซึ่ง ‘ประชาชาติธุรกิจ’ รายงานคาดว่าน่าจะรับรองผลการเลือกตั้งได้ภายในเดือนมี.ค.นี้ หรือใช้เวลา 30 วัน จากกรอบ 60 วัน
ขณะนี้ กกต.ดำเนินการมาถึงขั้นประกาศผลการเลือกตั้ง สส.อย่างไม่เป็นทางการเมื่อ 8 ก.พ. หลังปิดหีบเลือกตั้ง จนถึงขณะนี้การรับรองผลเลือกตั้งยังไม่เสร็จสิ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากเกิดความวุ่นวายในบางเขต ประชาชนออกมาเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ โดยตั้งข้อสังเกตพบพิรุธ
ดังนั้น กกต. จะต้องประกาศผลไม่เกินวันที่ 9 เม.ย. ทำให้ภายในช่วงปลายเดือน เม.ย. หรืออาจจะก่อนหน้านั้น จะมีการประชุมสภาครั้งแรก กำหนดไว้ว่าให้มีการเรียกประชุมภายใน 15 วัน ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อเลือกประธานสภา แล้วประธานสภาคนใหม่นัดวันเลือกนายกฯ โดยการสอบถามที่ประชุม สส.กำหนดวันเลือกนายกฯ
ในเบื้องต้น คาดว่าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีครั้งนี้จะรวดเร็ว จากปัจจัยความต่อเนื่องของรัฐบาลเดิมที่ชนะเลือกตั้งขาดลอย โดยไทยจะได้นายกฯคนใหม่อย่างช้าที่สุดภายในเดือน เม.ย.จนถึงช่วงเดือน พ.ค. และได้คณะรัฐมนตรีภายในเดือน พ.ค.นี้