Skip to content

อิหร่านทำลาย “เรดาร์ THAAD” ระบบป้องกันภัยขั้นสูงเสียหายรุนแรง ห่วงอาจหมดคลังในไม่ช้า

09 มี.ค. 2569 | 17:34น.
อิหร่านทำลาย “เรดาร์ THAAD” ระบบป้องกันภัยขั้นสูงเสียหายรุนแรง ห่วงอาจหมดคลังในไม่ช้า

อิหร่านโจมตีเรดาร์สำคัญของสหรัฐ ทำให้ปัญหาด้านระบบป้องกันขีปนาวุธในอ่าวเปอร์เซียทวีความรุนแรงขึ้น คลังสำรองจะลดลงจนอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงในไม่ช้า 

เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า อิหร่านได้ทำลายระบบเรดาร์มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.6 พันล้านบาท) ซึ่งมีความสำคัญต่อการควบคุมระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐในอ่าวเปอร์เซีย และอาจทำให้ความสามารถในการรับมือกับการโจมตีในอนาคตของภูมิภาคนี้ลดลงไปอีก

ก่อนหน้านี้ CNN รายงานโดยอ้างภาพถ่ายดาวเทียมจากแหล่งข่าวภายนอกว่า ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าเรดาร์ RTX Corp. AN/TPY-2 และอุปกรณ์สนับสนุน ซึ่งใช้โดยระบบป้องกันขีปนาวุธขีดความสามารถสูง THAAD ของสหรัฐ ถูกทำลายที่ฐานทัพอากาศมูวัฟฟัก ซัลติ ในจอร์แดนในช่วงเริ่มต้นของสงคราม ห่างจากอิหร่านราว 500 ไมล์ หรือ 804 กิโลเมตร ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐยืนยันในภายหลังเองด้วย

ข้อมูลที่รวบรวมโดยมูลนิธิเพื่อการป้องกันประชาธิปไตย (Foundation for Defense of Democracies) แสดงให้เห็นว่าอิหร่านโจมตีจอร์แดนสองครั้ง คือเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และ 3 มีนาคม โดยทั้งสองครั้งถูกสกัดกั้นได้

ไรอัน โบรบสต์ รองผู้อำนวยการศูนย์อำนาจทางทหารและการเมืองแห่งมูลนิธิเพื่อการป้องกันประชาธิปไตย กล่าวว่า “หากการโจมตีเรดาร์ THAAD ของอิหร่านประสบความสำเร็จ จะถือเป็นการโจมตีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งของอิหร่าน” อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเสริมว่า “กองทัพสหรัฐ และพันธมิตรมีเรดาร์อื่น ๆ ที่สามารถให้การป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธต่อไปได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสียหายจากการสูญเสียเรดาร์เพียงตัวเดียว”

ระบบป้องกันขีปนาวุธระยะสูง (THAAD) ของสหรัฐ มีจุดประสงค์เพื่อทำลายขีปนาวุธที่ขอบชั้นบรรยากาศ ทำให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่ยากกว่าระบบ Patriot ที่มีระยะทำการสั้นกว่า เมื่อเรดาร์ AN/TPY-2 นี้ใช้งานไม่ได้ ภารกิจการสกัดกั้นขีปนาวุธจะตกอยู่กับระบบ Patriot ซึ่งขีปนาวุธ PAC-3 กำลังขาดแคลนอยู่แล้ว

สหรัฐมีระบบ THAAD จำนวน 8 ระบบทั่วโลก รวมถึงในเกาหลีใต้และกวม ระบบแต่ละชุดมีราคาประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 32,000 ล้านบาท) โดยเรดาร์มีราคาประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.6 พันล้านบาท) ตามข้อมูลจากศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และนานาชาติ

“นี่คือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่หายาก และการสูญเสียครั้งนี้เป็นความเสียหายครั้งใหญ่” ทอม คาราโก ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบป้องกันขีปนาวุธจากศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศกล่าว เขากล่าวอีกว่า กองกำลัง THAAD ปัจจุบันของกองทัพบกที่มีอยู่ 8 กองร้อยนั้น ยังต่ำกว่าข้อกำหนดโครงสร้างกำลังพลที่กำหนดไว้ 9 กองร้อยตั้งแต่ปี 2012 ดังนั้นจึงไม่มีขีปนาวุธ TPY-2 สำรองเหลืออยู่

ทั้งนี้ กองกำลัง THAAD 1 กอง ประกอบด้วยทหาร 90 นาย รถยิงขีปนาวุธแบบติดตั้งบนรถบรรทุก 6 คัน และขีปนาวุธสกัดกั้น 48 ลูก (คันละ 8 ลูก) เรดาร์ TPY-2 จำนวน 1 เครื่อง รวมถึงหน่วยควบคุมการยิงและการสื่อสารทางยุทธวิธี ขีปนาวุธสกัดกั้นแต่ละลูกผลิตโดยบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน มีราคาประมาณ 13 ล้านดอลลาร์ (ราว 417 ล้านบาท)

 

ก่อนหน้านี้ ในช่วงสงคราม เรดาร์ AN/FPS-132 ในกาตาร์ ซึ่งเป็นการติดตั้งแบบอยู่กับที่ ไม่เหมือนระบบ THAAD แบบเคลื่อนที่ ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน อ้างอิงข้อมูลตามการวิจัยจากศูนย์เจมส์ มาร์ตินเพื่อการศึกษาการไม่แพร่กระจายอาวุธในมอนเทอเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยระบบดังกล่าวเป็นเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า ออกแบบมาเพื่อตรวจจับภัยคุกคามในระยะไกลมาก แต่ขาดความแม่นยำที่จำเป็นในการยิงอาวุธใส่ภัยคุกคามเหล่านั้น

ระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียได้รับความกดดันและบางครั้งก็ถูกโจมตีอย่างหนักจากการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านด้วยโดรนและขีปนาวุธ ทำให้เกิดความกังวลว่าคลังสำรองของระบบสกัดกั้นขั้นสูง เช่น THAAD และ PAC-3 จะลดลงจนอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงในไม่ช้า

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา บริษัทผู้รับเหมาด้านกลาโหม รวมถึง Lockheed และ RTX ได้ประชุมกันที่ทำเนียบขาว ขณะที่กระทรวงกลาโหมกำลังเร่งการผลิตอาวุธ

 

อ้างอิง :

Bloomberg 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

THAAD ขีปนาวุธ สหรัฐ-อิหร่าน